Al-Mukhtasar · Tafsir · in Thai
Al-Baqarah 2:167–191
2:167Page 25
وَقَالَ ٱلَّذِينَ ٱتَّبَعُواْ لَوۡ أَنَّ لَنَا كَرَّةٗ فَنَتَبَرَّأَ مِنۡهُمۡ كَمَا تَبَرَّءُواْ مِنَّاۗ كَذَٰلِكَ يُرِيهِمُ ٱللَّهُ أَعۡمَٰلَهُمۡ حَسَرَٰتٍ عَلَيۡهِمۡۖ وَمَا هُم بِخَٰرِجِينَ مِنَ ٱلنَّارِ ١٦٧
Those who followed will say, "If only we had another turn [at worldly life] so we could disassociate ourselves from them as they have disassociated themselves from us." Thus will Allāh show them their deeds as regrets upon them. And they are never to emerge from the Fire.
และบรรดาผู้ที่อ่อนแอและผู้ที่ตามได้กล่าวว่า "หากว่าเรามีโอกาสกลับไปดุนยาอีกครั้งหนึ่ง เราก็จะปลีกตัวออกจากหัวหน้าของเราบ้าง เช่นเดียวกับที่พวกเขาได้ปลีกตัวออกจากพวกเรา และเช่นเดียวกันอัลลอฮ์ให้พวกเขาได้เห็นบทลงโทษที่รุนแรงในวันอาคิเราะฮ์ ที่ทำให้พวกเขาต้องรู้สึกผิดและเศร้าโศกซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติตามต่อผู้นำของพวกเขาในสิ่งที่ผิดๆ และพวกเขาไม่สามารถที่จะออกจากไฟนรกได้
2:168Page 25
يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ كُلُواْ مِمَّا فِي ٱلۡأَرۡضِ حَلَٰلٗا طَيِّبٗا وَلَا تَتَّبِعُواْ خُطُوَٰتِ ٱلشَّيۡطَٰنِۚ إِنَّهُۥ لَكُمۡ عَدُوّٞ مُّبِينٌ ١٦٨
O mankind, eat from whatever is on earth [that is] lawful and good and do not follow the footsteps of Satan. Indeed, he is to you a clear enemy.
โอ้ มนุษย์เอ๋ย! จงบริโภคสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน เช่น สัตว์ พืช และต้นไม้ที่เป็นที่อนุมัติและเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์และไม่เป็นโทษ และพวกเจ้าจงอย่าตามทุกย่างก้าวของชัยฏอนที่จะคอยดึงพวกเจ้าไว้ แท้จริงมันคือศัตรูที่ชัดแจ้งของพวกเจ้า จะไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับผู้มีสติที่จะตามศัตรูของเขาที่คอยจะทำร้ายเขาและให้เขาหลงผิด
2:169Page 25
إِنَّمَا يَأۡمُرُكُم بِٱلسُّوٓءِ وَٱلۡفَحۡشَآءِ وَأَن تَقُولُواْ عَلَى ٱللَّهِ مَا لَا تَعۡلَمُونَ ١٦٩
He only orders you to evil and immorality and to say about Allāh what you do not know.
ที่จริงแล้วมันจะใช้พวกเจ้าให้ประกอบสิ่งชั่วที่เป็นบาปต่างๆและเป็นบาปใหญ่ และจะใช้พวกเจ้ากล่าวความเท็จให้แก่อัลลอฮ์ในเรื่องของหลักการศรัทธาและหลักปฏิบัติต่างๆโดยที่พวกเจ้าไม่รู้ที่มาจากอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์
2:170Page 26
وَإِذَا قِيلَ لَهُمُ ٱتَّبِعُواْ مَآ أَنزَلَ ٱللَّهُ قَالُواْ بَلۡ نَتَّبِعُ مَآ أَلۡفَيۡنَا عَلَيۡهِ ءَابَآءَنَآۚ أَوَلَوۡ كَانَ ءَابَآؤُهُمۡ لَا يَعۡقِلُونَ شَيۡـٔٗا وَلَا يَهۡتَدُونَ ١٧٠
And when it is said to them, "Follow what Allāh has revealed," they say, "Rather, we will follow that which we found our fathers doing." Even though their fathers understood nothing, nor were they guided?
และเมื่อได้มีการกล่าวแก่บรรดาผู้ปฏิเสธเหล่านั้นว่า "จงปฏิบัติตามคำบัญชา ที่เป็นแนวทางอันถูกต้องและเป็นแสงสว่าง ที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาเถิด" พวกเขาก็ตอบด้วยความดื้อรั้นว่า "มิได้ เราจะปฏิบัติสิ่งที่เราพบว่าบรรดาบรรพบุรุษของเราเคยปฏิบัติมาเท่านั้นในเรื่องความเชื่อและประเพณี" พวกเขาจะปฏิบัติตามบรรพบุรุษของพวกเขาถึงแม้ว่าบรรพบุรุษของพากเขาไม่เข้าใจเลยว่าอะไรคือทางนำอะไรคือสัจธรรม และไม่ได้รับแนวทางอันถูกต้องที่อัลลอฮ์พึงพอใจกระนั้นหรือ?!
2:171Page 26
وَمَثَلُ ٱلَّذِينَ كَفَرُواْ كَمَثَلِ ٱلَّذِي يَنۡعِقُ بِمَا لَا يَسۡمَعُ إِلَّا دُعَآءٗ وَنِدَآءٗۚ صُمُّۢ بُكۡمٌ عُمۡيٞ فَهُمۡ لَا يَعۡقِلُونَ ١٧١
The example of those who disbelieve is like that of one who shouts at what hears nothing but calls and cries [i.e., cattle or sheep] - deaf, dumb and blind, so they do not understand.
และอุปมาบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ทำตามบรรพบุรุษของพวกเขานั้น ดั่งคนที่เลี้ยงสัตว์ที่ส่งเสียงตวาดแก่สัตว์ของเขา และมันได้ยินเสียงเขาร้องหรือตะโกนแต่มันไม่เข้าใจ พวกเขาหูหนวกที่จะฟังความจริงที่เกิดประโยชน์ เป็นใบ้ ลิ้นของพวกเขาไม่สามารถพูดสิ่งที่เป็นความจริง ตาบอดจากการมองเห็นสัจธรรม ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เข้าใจถึงทางนำอันถูกต้องที่เจ้าได้แนะนำให้กับพวกเขา
2:172Page 26
يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ كُلُواْ مِن طَيِّبَٰتِ مَا رَزَقۡنَٰكُمۡ وَٱشۡكُرُواْ لِلَّهِ إِن كُنتُمۡ إِيَّاهُ تَعۡبُدُونَ ١٧٢
O you who have believed, eat from the good [i.e., lawful] things which We have provided for you and be grateful to Allāh if it is [indeed] Him that you worship.
โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และตามเราะสูลของพระองค์เอ๋ย จงบริโภคสิ่งที่เราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า จากสิ่งดีๆ ทั้งหลายและเป็นที่อนุญาตเถิด และจงขอบคุณอัลลอฮ์ทั้งภายนอกและภายในที่ทรงโปรดปรานแก่พวกเจ้าเถิด และส่วนหนึ่งของการขอบคุณพระองค์คือ การเชื่อฟังพระองค์ การหลีกเลี่ยงทำสิ่งที่ฝ่าฝืนต่อพระองค์ หากเฉพาะพระองค์เท่านั้น ที่พวกเจ้าเคารพสักการะอย่างแท้จริง และไม่ตั้งภาคีใดๆต่อพระองค์
2:173Page 26
إِنَّمَا حَرَّمَ عَلَيۡكُمُ ٱلۡمَيۡتَةَ وَٱلدَّمَ وَلَحۡمَ ٱلۡخِنزِيرِ وَمَآ أُهِلَّ بِهِۦ لِغَيۡرِ ٱللَّهِۖ فَمَنِ ٱضۡطُرَّ غَيۡرَ بَاغٖ وَلَا عَادٖ فَلَآ إِثۡمَ عَلَيۡهِۚ إِنَّ ٱللَّهَ غَفُورٞ رَّحِيمٌ ١٧٣
He has only forbidden to you dead animals,1 blood, the flesh of swine, and that which has been dedicated to other than Allāh. But whoever is forced [by necessity], neither desiring [it] nor transgressing [its limit], there is no sin upon him. Indeed, Allāh is Forgiving and Merciful.
แท้จริงแล้วอาหารที่อัลลอฮ์ได้ทรงห้ามพวกเจ้ากินนั้น คือเนื้อสัตว์จากสัตว์ตายเองโดยไม่ได้เชือดตามที่อิสลามได้บัญญัติไว้ และเลือดที่ไหลออกมา และเนื้อสุกร และสัตว์ที่ถูกกล่าวอุทิศให้นามอื่นไปจากอัลลอฮ์ในขณะเชือด แต่เมื่อมนุษย์ตกอยู่ในสภาวะคับขันที่จะจำเป็นต้องกิน โดยมิได้มีเจตนาที่จะรับประทานเว้นแต่ความจำเป็น และมิใช่เป็นผู้ที่ละเมิดเกินจำเป็น ดังนั้นสำหรับเขาก็ไม่มีบาปและบทลงโทษใดๆ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษแก่บ่าวของพระองค์ที่กลับเนื้อกลับตัว ผู้ทรงเมตตาต่อพวกเขาเสมอ จากความเมตตาของพระองค์สามารถที่จะรับประทานสิ่งที่ต้องห้ามนี้ในยามคับขันได้
2:174Page 26
إِنَّ ٱلَّذِينَ يَكۡتُمُونَ مَآ أَنزَلَ ٱللَّهُ مِنَ ٱلۡكِتَٰبِ وَيَشۡتَرُونَ بِهِۦ ثَمَنٗا قَلِيلًا أُوْلَٰٓئِكَ مَا يَأۡكُلُونَ فِي بُطُونِهِمۡ إِلَّا ٱلنَّارَ وَلَا يُكَلِّمُهُمُ ٱللَّهُ يَوۡمَ ٱلۡقِيَٰمَةِ وَلَا يُزَكِّيهِمۡ وَلَهُمۡ عَذَابٌ أَلِيمٌ ١٧٤
Indeed, they who conceal what Allāh has sent down of the Book and exchange it for a small price - those consume not into their bellies except the Fire. And Allāh will not speak to them on the Day of Resurrection, nor will He purify them. And they will have a painful punishment.
แท้จริงบรรดาผู้ที่ปกปิดสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ และปกปิดสิ่งที่เป็นหลักฐานที่บอกถึงสัจธรรมและการเป็นศาสนทูตของมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอลัยฮิวะซัลลัม เหมือนที่ชาวยิวและคริสต์ได้กระทำกันและได้นำการปกปิดนั้นเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่มีราคาอันเล็กน้อย เช่นการเป็นผู้นำ หรือชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน ชนเหล่านั้นมิได้กินอะไรเข้าไปในท้องของพวกเขาเลย นอกจากเป็นสิ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาถูกลงโทษด้วยไฟนรก และในวันกิยามะฮ์ อัลลอฮ์จะไม่ทรงพูดกับพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาชอบ แต่ทรงพูดในสิ่งที่ทำให้พวกเขาทุกข์ และจะไม่ทรงทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ และจะไม่ทรงยกย่องพวกเขาและพวกเขาจะได้รับการลงโทษอันแสนทรมาน
2:175Page 26
أُوْلَٰٓئِكَ ٱلَّذِينَ ٱشۡتَرَوُاْ ٱلضَّلَٰلَةَ بِٱلۡهُدَىٰ وَٱلۡعَذَابَ بِٱلۡمَغۡفِرَةِۚ فَمَآ أَصۡبَرَهُمۡ عَلَى ٱلنَّارِ ١٧٥
Those are the ones who have exchanged guidance for error and forgiveness for punishment. How patient they are for [i.e., in pursuit of] the Fire!
ชนเหล่านี้ที่ปกปิดความรู้ที่เป็นความต้องการของมนุษย์ พวกเขาคือผู้ที่นำเอาแนวทางที่ถูกต้องไปแลกกับแนวทางที่หลงผิดเมื่อพวกเขาได้ปกปิดความจริง และเอาการอภัยโทษของอัลลอฮ์ไปแลกกับการลงโทษของพระองค์ พวกเขาช่างทนต่อการกระทำในสิ่งที่เป็นสาเหตุให้พวกเขานั้นตกนรก ราวกับว่าพวกเขาไม่สนใจความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นในนั้นเลยเพราะความอดทนเป็นพิเศษของพวกเขา
2:176Page 26
ذَٰلِكَ بِأَنَّ ٱللَّهَ نَزَّلَ ٱلۡكِتَٰبَ بِٱلۡحَقِّۗ وَإِنَّ ٱلَّذِينَ ٱخۡتَلَفُواْ فِي ٱلۡكِتَٰبِ لَفِي شِقَاقِۭ بَعِيدٖ ١٧٦
That is [deserved by them] because Allāh has sent down the Book in truth. And indeed, those who differ over the Book are in extreme dissension.
นั่นคือสิ่งตอบแทนสำหรับการปกปิดความรู้และทางนำที่ถูกต้อง เพราะอัลลอฮ์ได้ส่งคัมภีร์ลงมาด้วยความจริง และสิ่งนี้ควรให้เกิดความกระจ่างและไม่ปกปิดซ่อนเร้น อันที่จริงผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับพระคัมภีร์โดยเชื่อในบางส่วนและปกปิดอีกบางส่วน แน่นอนพวกเขาจะอยู่ในความขัดแย้งที่ห่างไกลจากความจริง
2:177Page 27
۞ لَّيۡسَ ٱلۡبِرَّ أَن تُوَلُّواْ وُجُوهَكُمۡ قِبَلَ ٱلۡمَشۡرِقِ وَٱلۡمَغۡرِبِ وَلَٰكِنَّ ٱلۡبِرَّ مَنۡ ءَامَنَ بِٱللَّهِ وَٱلۡيَوۡمِ ٱلۡأٓخِرِ وَٱلۡمَلَٰٓئِكَةِ وَٱلۡكِتَٰبِ وَٱلنَّبِيِّـۧنَ وَءَاتَى ٱلۡمَالَ عَلَىٰ حُبِّهِۦ ذَوِي ٱلۡقُرۡبَىٰ وَٱلۡيَتَٰمَىٰ وَٱلۡمَسَٰكِينَ وَٱبۡنَ ٱلسَّبِيلِ وَٱلسَّآئِلِينَ وَفِي ٱلرِّقَابِ وَأَقَامَ ٱلصَّلَوٰةَ وَءَاتَى ٱلزَّكَوٰةَ وَٱلۡمُوفُونَ بِعَهۡدِهِمۡ إِذَا عَٰهَدُواْۖ وَٱلصَّٰبِرِينَ فِي ٱلۡبَأۡسَآءِ وَٱلضَّرَّآءِ وَحِينَ ٱلۡبَأۡسِۗ أُوْلَٰٓئِكَ ٱلَّذِينَ صَدَقُواْۖ وَأُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡمُتَّقُونَ ١٧٧
Righteousness is not that you turn your faces toward the east or the west, but [true] righteousness is [in] one who believes in Allāh, the Last Day, the angels, the Book, and the prophets and gives wealth, in spite of love for it, to relatives, orphans, the needy, the traveler, those who ask [for help], and for freeing slaves; [and who] establishes prayer and gives zakāh; [those who] fulfill their promise when they promise; and [those who] are patient in poverty and hardship and during battle. Those are the ones who have been true, and it is those who are the righteous.
หาใช่คุณธรรมและความพึงพอใจของอัลลอฮ์ไม่ กับเพียงแค่การที่พวกเจ้าผินหน้าไปทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตกหรือทิศอื่นๆ แต่ทว่าคุณธรรมที่แท้จริงนั้นคือผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าเพียงองค์เดียว และศรัทธาในวันปรโลก และศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮ์ และต่อบรรดาคัมภีร์ที่อัลลอฮ์ทรงประทานลงมา และนบีทั้งหลายโดยไม่แยกแยะ และบริจาคทรัพย์ทั้งๆ ที่มีความรักในทรัพย์นั้นและดูแลเป็นใยแก่บรรดาญาติที่สนิท และบรรดาเด็กกำพร้า(บิดาเสียชีวิตก่อนบรรลุศาสนภาวะ) และบรรดาผู้ยากจนและผู้ที่อยู่ในการเดินทางที่ห่างไกลจากครอบครัวและประเทศของเขา และบรรดาผู้ที่มีความจำเป็นที่ต้องขอจากผู้คน และบริจาคในการไถ่ทาส และเขาได้ดำรงไว้ซึ่งการละหมาดตามคำบัญชาของอัลลอฮ์อย่างครบถ้วน และชำระซะกาตที่วาญิบ และบรรดาผู้ที่รักษาสัญญาของพวกเขาโดยครบถ้วน เมื่อพวกเขาได้สัญญาไว้ และบรรดาผู้ที่อดทนในความทุกข์ยาก และอดทนต่อการเจ็บไข้ได้ป่วย และไม่หนีในขณะต่อสู้ในสมรภูมิ ชนเหล่านี้คือผู้ที่แน่วแน่ต่ออัลลอฮ์ในความศรัทธาและในสิ่งที่พวกเขาทำ และชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่มีความยำเกรงที่ปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบัญชาแก่พวกเขาและห่างไกลจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้ามพวกเขา
2:178Page 27
يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ كُتِبَ عَلَيۡكُمُ ٱلۡقِصَاصُ فِي ٱلۡقَتۡلَىۖ ٱلۡحُرُّ بِٱلۡحُرِّ وَٱلۡعَبۡدُ بِٱلۡعَبۡدِ وَٱلۡأُنثَىٰ بِٱلۡأُنثَىٰۚ فَمَنۡ عُفِيَ لَهُۥ مِنۡ أَخِيهِ شَيۡءٞ فَٱتِّبَاعُۢ بِٱلۡمَعۡرُوفِ وَأَدَآءٌ إِلَيۡهِ بِإِحۡسَٰنٖۗ ذَٰلِكَ تَخۡفِيفٞ مِّن رَّبِّكُمۡ وَرَحۡمَةٞۗ فَمَنِ ٱعۡتَدَىٰ بَعۡدَ ذَٰلِكَ فَلَهُۥ عَذَابٌ أَلِيمٞ ١٧٨
O you who have believed, prescribed for you is legal retribution for those murdered - the free for the free, the slave for the slave, and the female for the female.1 But whoever overlooks from his brother [i.e., the killer] anything,2 then there should be a suitable follow-up and payment to him [i.e., the deceased's heir or legal representative] with good conduct. This is an alleviation from your Lord and a mercy. But whoever transgresses after that3 will have a painful punishment.
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และตามเราะสูลของพระองค์เอ๋ย ได้มีการบัญญัติแก่พวกเจ้าในเรื่องของคนที่ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและอธรรม การลงโทษสำหรับฆาตกรจะเหมือนกับความผิดของพวกเขา คือผู้เป็นไทจะถูกฆ่าด้วยผู้เป็นไท และผู้เป็นทาสจะถูกฆ่าด้วยผู้เป็นทาส และผู้หญิงจะถูกฆ่าด้วยผู้หญิง ถ้าหากผู้ที่ถูกฆาตกรรมได้อภัยให้ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตหรือผู้ปกครองของผู้ถูกฆาตกรรมได้อภัยให้แก่เขาโดยแลกกับค่าสินไหมทดแทน คือทรัพย์สินที่ฆาตกรจ่ายไปเพื่อแลกกับการให้อภัยแก่เขา สำหรับผู้ที่ให้อภัยนั้นต้องติดตามเรื่องค่าสินไหมทดแทนจากฆาตกรอย่างเป็นธรรม และไม่ติดตามด้วยการดูถูกและก่อความเดือดร้อน และสำหรับฆาตกรต้องจ่ายโดยดีโดยไม่ล่าช้าและผลัดวันประกันพรุ่ง การให้อภัยและการรับค่าทำขวัญนี้เป็นข้อผ่อนปรนจากอัลลอฮ์แก่พวกเจ้า และเป็นความกรุณาต่อประชาชาตินี้ แล้วผู้ใดทำการละเมิดต่อฆาตกรหลังจากที่ได้ให้อภัยและรับค่าสินไหมทดแทนแล้วนั้น เขาก็จะได้รับการลงโทษอันเจ็บแสบจากอัลลอฮ์ ตะอาลา
2:179Page 27
وَلَكُمۡ فِي ٱلۡقِصَاصِ حَيَوٰةٞ يَٰٓأُوْلِي ٱلۡأَلۡبَٰبِ لَعَلَّكُمۡ تَتَّقُونَ ١٧٩
And there is for you in legal retribution [saving of] life, O you [people] of understanding, that you may become righteous.1
และการที่อัลลอฮ์ได้ทรงบัญญัติให้ประหารฆาตกรให้ตายตามนั้น เป็นการธำรงไว้ซึ่งชีวิตสำหรับพวกเจ้า เพราะมันสามารถป้องกันการนองเลือดและป้องกันความรุนแรงในหมู่พวกคุณ ซึ่งบรรดาผู้มีสติปัญญาที่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ตะอาลาจะรับรู้สิ่งนั้นดี ด้วยการจำนนต่อบทบัญญัติของพระองค์และปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์
2:180Page 27
كُتِبَ عَلَيۡكُمۡ إِذَا حَضَرَ أَحَدَكُمُ ٱلۡمَوۡتُ إِن تَرَكَ خَيۡرًا ٱلۡوَصِيَّةُ لِلۡوَٰلِدَيۡنِ وَٱلۡأَقۡرَبِينَ بِٱلۡمَعۡرُوفِۖ حَقًّا عَلَى ٱلۡمُتَّقِينَ ١٨٠
Prescribed for you when death approaches [any] one of you if he leaves wealth [is that he should make] a bequest for the parents and near relatives according to what is acceptable - a duty upon the righteous.1
เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเจ้า(วาญิบ)เมื่อสัญญาณแห่งความตายและสาเหตุของมันได้มาสู่คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้า หากเขาได้ทิ้งทรัพย์สมบัติของเขาอย่างมากมาย เขาก็ควรที่จะยกให้แก่ผู้บังเกิดเกล้าทั้งสอง และบรรดาญาติที่ใกล้ชิดโดยชอบธรรมตามที่ศาสนาได้บัญญัติไว้คือจะได้รับไม่เกินเศษหนึ่งส่วนสามจากทรัพย์สมบัติทั้งหมด และการกระทำนี้เป็นหน้าที่ที่สำคัญสำหรับผู้เกรงกลัวอัลลอฮ์ ตะอาลา และการกำหนด(ส่วนแบ่งเรื่องมรดกดังกล่าวนั้น)เป็นการกำหนดก่อนที่โองการเกี่ยวกับการแบ่งมรดกจะถูกประทานลงมา ดังนั้นเมื่อโองการที่เกี่ยวกับการแบ่งมรดกได้ถูกประทานลงมา ก็ได้อธิบายถึงผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกจากผู้ตายและได้อธิบายถึงจำนวนที่เขานั้นจะได้รับ
2:181Page 27
فَمَنۢ بَدَّلَهُۥ بَعۡدَ مَا سَمِعَهُۥ فَإِنَّمَآ إِثۡمُهُۥ عَلَى ٱلَّذِينَ يُبَدِّلُونَهُۥٓۚ إِنَّ ٱللَّهَ سَمِيعٌ عَلِيمٞ ١٨١
Then whoever alters it [i.e., the bequest] after he has heard it - the sin is only upon those who have altered it. Indeed, Allāh is Hearing and Knowing.
ดังนั้นผู้ใดที่ทำการแก้ไขพินัยกรรมโดยการเพิ่มหรือลดหรือไม่ทำตาม หลังจากที่เขาได้รู้ถึงพินัยกรรมแล้ว แท้จริงบาปจากการเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมจะตกอยู่กับ ผู้ที่ทำการเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมนั้นเท่านั้นไม่ใช่แก่ผู้ทำพินัยกรรม แท้จริงแล้วอัลลอฮ์ทรงได้ยินคำพูดบ่าวของพระองค์ ทรงรอบรู้ในการปฏิบัติของพวกเขา จะไม่มีสิ่งใดพลาดไปจากพระองค์ในความเป็นอยู่ของพวกเขา
2:182Page 28
فَمَنۡ خَافَ مِن مُّوصٖ جَنَفًا أَوۡ إِثۡمٗا فَأَصۡلَحَ بَيۡنَهُمۡ فَلَآ إِثۡمَ عَلَيۡهِۚ إِنَّ ٱللَّهَ غَفُورٞ رَّحِيمٞ ١٨٢
But if one fears from the bequeather [some] error or sin and corrects that which is between them [i.e., the concerned parties], there is no sin upon him. Indeed, Allāh is Forgiving and Merciful.
ดังนั้นผู้ใดที่รู้ว่าผู้ที่ทำพินัยกรรมมีการเบี่ยงเบนไปจากความจริงหรือมีความไม่เป็นธรรมในพินัยกรรม ก็ให้แก้ไขในสิ่งที่ผู้ทำพินัยกรรมได้ทำผิดด้วยการให้คำแนะนำแก่เขา และปรับความเข้าใจด้วยการประนีประนอมระหว่างพวกเขา ดังนั้นเขาไม่มีความผิดใดๆ แต่เขาจะได้ผลบุญเป็นการตอบแทนที่ได้ทำการประนีประนอม แท้จริงอัลลอฮ์ เป็นผู้ทรงอภัยแก่บ่าวของพระองค์ที่กลับเนื้อกลับตัว ผู้ทรงเมตตาพวกเขาเสมอ
2:183Page 28
يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ كُتِبَ عَلَيۡكُمُ ٱلصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى ٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِكُمۡ لَعَلَّكُمۡ تَتَّقُونَ ١٨٣
O you who have believed, decreed upon you is fasting as it was decreed upon those before you that you may become righteous -
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และตามเราะสูลของพระองค์ทั้งหลาย! การถือศีลอด นั้นได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้าจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้ถูกบัญญัติแก่ประชาชาติก่อนหน้าพวกเจ้ามาแล้ว เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ด้วยการสร้างกำแพงกั้นระหว่างพวกเจ้ากับการลงโทษของอัลลอฮ์ด้วยการประกอบคุณงามความดีต่างๆ และที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากความดีต่างๆนั้นก็คือการถือศีลอด
2:184Page 28
أَيَّامٗا مَّعۡدُودَٰتٖۚ فَمَن كَانَ مِنكُم مَّرِيضًا أَوۡ عَلَىٰ سَفَرٖ فَعِدَّةٞ مِّنۡ أَيَّامٍ أُخَرَۚ وَعَلَى ٱلَّذِينَ يُطِيقُونَهُۥ فِدۡيَةٞ طَعَامُ مِسۡكِينٖۖ فَمَن تَطَوَّعَ خَيۡرٗا فَهُوَ خَيۡرٞ لَّهُۥۚ وَأَن تَصُومُواْ خَيۡرٞ لَّكُمۡ إِن كُنتُمۡ تَعۡلَمُونَ ١٨٤
[Fasting for] a limited number of days. So whoever among you is ill or on a journey [during them] - then an equal number of other days [are to be made up]. And upon those who are able [to fast, but with hardship] - a ransom [as substitute] of feeding a poor person [each day]. And whoever volunteers good [i.e., excess] - it is better for him. But to fast is best for you, if you only knew.
การถือศีลอดได้กำหนดแก่พวกเจ้าโดยให้พวกเจ้าถือศีลอดไม่กี่วันเท่านั้นในหนึ่งปี (คือถูกกำหนดให้ถือในจำนวนวันที่ได้ถูกกำหนดไว้) ดังนั้นผู้ใดในพวกเจ้าป่วย ไม่สามารถที่จะถือศีลอดได้ หรืออยู่ในการเดินทาง สำหรับพวกเขานั้นสามารถละศีลอดได้ แล้วให้ถือศีลอดชดในวันอื่น ๆ ตามจำนวนวันที่ได้ละไว้ และสำหรับผู้ที่มีความสามารถในการถือศีลอด แต่เขาเลือกที่จะไม่ถือ เขาต้องจ่ายฟิดยะฮ์ คือเขาต้องให้อาหารแก่คนขัดสนหนึ่งคนเป็นการชดใช้สำหรับวันที่ขาดการถือศีลอด และผู้ใดสามารถให้อาหารแก่คนขัดสนได้มากกว่าหนึ่งคนหรือให้อาหารพร้อมกับถือศีลอดชดใช้ไปด้วย ก็ถือว่าเป็นการดีแก่เขา และการถือศีลอดของพวกเจ้านั้นย่อมดีกว่าการละศีลอดและดีกว่าการจ่ายฟิดยะฮ์ ถ้าหากพวกเจ้ารู้ถึงความประเสริฐของการถือศีลอด และการบัญญัติการถือศีลอดในลักษณะนี้นั้นเกิดขึ้นในช่วงแรก ๆ ที่อัลลอฮ์ได้บัญญัติการถือศีลอด คือการเปิดอิสระ ผู้ใดที่ต้องการถือศีลอดก็จงถือ และผู้ใดที่ต้องการละศีลอดก็จงให้อาหารแก่ผู้ขัดสน หลังจากนั้นอัลลอฮ์ได้บัญญัติให้การถือศีลอดเป็นสิ่งวาญิบ และได้กำหนดให้ถือสำหรับผู้ที่บรรลุศาสนภาวะและมีความสามารถ
2:185Page 28
شَهۡرُ رَمَضَانَ ٱلَّذِيٓ أُنزِلَ فِيهِ ٱلۡقُرۡءَانُ هُدٗى لِّلنَّاسِ وَبَيِّنَٰتٖ مِّنَ ٱلۡهُدَىٰ وَٱلۡفُرۡقَانِۚ فَمَن شَهِدَ مِنكُمُ ٱلشَّهۡرَ فَلۡيَصُمۡهُۖ وَمَن كَانَ مَرِيضًا أَوۡ عَلَىٰ سَفَرٖ فَعِدَّةٞ مِّنۡ أَيَّامٍ أُخَرَۗ يُرِيدُ ٱللَّهُ بِكُمُ ٱلۡيُسۡرَ وَلَا يُرِيدُ بِكُمُ ٱلۡعُسۡرَ وَلِتُكۡمِلُواْ ٱلۡعِدَّةَ وَلِتُكَبِّرُواْ ٱللَّهَ عَلَىٰ مَا هَدَىٰكُمۡ وَلَعَلَّكُمۡ تَشۡكُرُونَ ١٨٥
The month of Ramaḍān [is that] in which was revealed the Qur’ān, a guidance for the people and clear proofs of guidance and criterion. So whoever sights [the crescent of] the month,1 let him fast it; and whoever is ill or on a journey - then an equal number of other days. Allāh intends for you ease and does not intend for you hardship and [wants] for you to complete the period and to glorify Allāh for that [to] which He has guided you; and perhaps you will be grateful.
เดือนรอมฏอนนั้น เป็นเดือนที่เริ่มประทานอัลกุรอ่านลงมาแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในค่ำคืนอัลก็อดร์ ได้ถูกประทานลงมาในฐานะเป็นข้อแนะนำสำหรับมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดเจนเกี่ยวกับข้อแนะนำนั้นและเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ดังนั้นผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเข้าอยู่ในเดือนนั้นแล้ว ก็จงถือศีลอดในเดือนนั้น และผู้ใดป่วยที่ไม่สามารถจะถือศีลอดได้ หรืออยู่ในการเดินทาง ก็สามารถที่ละศีลอดได้ และเมื่อละศีลอดแล้ว ก็จงถือใช้ในวันอื่นแทนวันที่ขาด อัลลอฮฺทรงประสงค์ในสิ่งที่บัญญัติเพื่อให้พวกเจ้ามีความสะดวก และไม่ทรงให้มีความลำบากแก่พวกเจ้า ทั้งนี้เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ถือศีลอดให้ครบวัน(ของเดือนรอมฏอน) และทำการสดุดีความเกรียงไกรของอัลลอฮ์หลังจากเดือนรอมฏอนได้หมดไปและวันอีดที่พระองค์ได้ทรงให้พวกเจ้าได้ถือศีลอดในเดือนนั้น และเพื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณอัลลอฮ์ที่ได้ชี้แนะทางนำแก่พวกเจ้า สู่ศาสนาที่พระองค์พึงพอพระทัยสำหรับพวกเจ้า
2:186Page 28
وَإِذَا سَأَلَكَ عِبَادِي عَنِّي فَإِنِّي قَرِيبٌۖ أُجِيبُ دَعۡوَةَ ٱلدَّاعِ إِذَا دَعَانِۖ فَلۡيَسۡتَجِيبُواْ لِي وَلۡيُؤۡمِنُواْ بِي لَعَلَّهُمۡ يَرۡشُدُونَ ١٨٦
And when My servants ask you, [O Muḥammad], concerning Me - indeed I am near. I respond to the invocation of the supplicant when he calls upon Me. So let them respond to Me [by obedience] and believe in Me that they may be [rightly] guided.
โอ้นบีเอ๋ย ถ้าบ่าวของข้าได้ถามเจ้าถึงข้าถึงความใกล้ชิดของข้าและการตอบรับดุอาอ์ของข้าที่มีต่อพวกเขา แท้จริงข้านั้นอยู่ใกล้พวกเขา ข้ารู้เรื่องราวของพวกเขา ข้าได้ยินเสียงดุอาอ์จากพวกเขา และไม่จำเป็นที่จะต้องมีสื่อกลาง หรือยกเสียงของพวกเจ้าดังขึ้น ข้าจะตอบรับคำวิงวอนของผู้ที่วิงวอนที่มีความบริสุทธิ์ใจ และจงมายังข้าและคำบัญชาของข้าเพื่อให้ความศรัทธาของพวกเขานั้นมั่นคง และสิ่งเหล่านี้เป็นแนวทางที่ดีที่ข้าจะตอบรับ เผื่อว่าพวกเขาทั้งหลายจะเดินตามหนทางที่ถูกต้องทั้งในเรื่องศาสนาและดุนยาของพวกเขา
2:187Page 29
أُحِلَّ لَكُمۡ لَيۡلَةَ ٱلصِّيَامِ ٱلرَّفَثُ إِلَىٰ نِسَآئِكُمۡۚ هُنَّ لِبَاسٞ لَّكُمۡ وَأَنتُمۡ لِبَاسٞ لَّهُنَّۗ عَلِمَ ٱللَّهُ أَنَّكُمۡ كُنتُمۡ تَخۡتَانُونَ أَنفُسَكُمۡ فَتَابَ عَلَيۡكُمۡ وَعَفَا عَنكُمۡۖ فَٱلۡـَٰٔنَ بَٰشِرُوهُنَّ وَٱبۡتَغُواْ مَا كَتَبَ ٱللَّهُ لَكُمۡۚ وَكُلُواْ وَٱشۡرَبُواْ حَتَّىٰ يَتَبَيَّنَ لَكُمُ ٱلۡخَيۡطُ ٱلۡأَبۡيَضُ مِنَ ٱلۡخَيۡطِ ٱلۡأَسۡوَدِ مِنَ ٱلۡفَجۡرِۖ ثُمَّ أَتِمُّواْ ٱلصِّيَامَ إِلَى ٱلَّيۡلِۚ وَلَا تُبَٰشِرُوهُنَّ وَأَنتُمۡ عَٰكِفُونَ فِي ٱلۡمَسَٰجِدِۗ تِلۡكَ حُدُودُ ٱللَّهِ فَلَا تَقۡرَبُوهَاۗ كَذَٰلِكَ يُبَيِّنُ ٱللَّهُ ءَايَٰتِهِۦ لِلنَّاسِ لَعَلَّهُمۡ يَتَّقُونَ ١٨٧
It has been made permissible for you the night preceding fasting to go to your wives [for sexual relations]. They are a clothing for you and you are a clothing1 for them. Allāh knows that you used to deceive yourselves,2 so He accepted your repentance and forgave you. So now, have relations with them and seek that which Allāh has decreed for you [i.e., offspring]. And eat and drink until the white thread of dawn becomes distinct to you from the black thread [of night]. Then complete the fast until the night [i.e., sunset]. And do not have relations with them as long as you are staying for worship in the mosques. These are the limits [set by] Allāh, so do not approach them. Thus does Allāh make clear His verses [i.e., ordinances] to the people that they may become righteous.
ก่อนหน้านั้นได้มีการห้ามบุรุษเมื่อได้นอนในคืนที่ถือศีลอดแล้วตื่นขึ้นมาก่อนฟัจร์(ก่อนอาซานซุบฮ์)เพื่อต้องการรับประทานอาหารหรือเข้าใกล้ภรรยาของเขา ดังนั้นอัลลอฮ์จึงยกเลิกข้อห้ามนั้น และได้อนุญาตให้พวกเจ้า (โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย) ซึ่งการสมสู่กับบรรดาภรรยาของพวกเจ้า ในค่ำคืนของการถือศีลอด พวกนางนั้นคือเครื่องนุ่งห่มสำหรับพวกเจ้าและเป็นผู้ปกป้องเกียรติของพวกเจ้า และพวกเจ้าก็คือเครื่องนุ่งห่มและเป็นผู้ปกป้องเกียรติของพวกนาง อัลลอฮ์ทรงรู้ว่า พวกเจ้านั้นเคยอธรรมต่อตัวเองในการปฏิบัติสิ่งที่ได้ห้ามไว้แล้วพระองค์ก็ทรงปรานีและยกโทษให้แก่พวกเจ้าและได้ลดหย่อนให้แก่พวกเจ้าแล้ว บัดนี้พวกเจ้าจงสมสู่กับพวกนางเถิด และแสวงหาสิ่งทีอัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดให้แก่พวกเจ้าจากการมีทายาท และจงกินและดื่มระหว่างกลางคืนทั้งหมด จนกว่าแสงแห่งรุ่งอรุณได้ปรากฎออกจากความมืดแห่งกลางคืน แล้วพวกเจ้าจงถือศีลอดให้สมบูรณตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึงดวงอาทิตย์ตกดิน และพวกเจ้าจงอย่าสมสู่กับพวกนาง ขณะที่พวกเจ้าเอียะติกาฟอยู่ในมัสยิด เพราะมันจะทำให้เสีย สิ่งที่ได้กล่าวมานั่นคือขอบเขตของอัลลอฮ์ระหว่างสิ่งที่อนุญาตและสิ่งต้องห้าม ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าเข้าใกล้ขอบเขตนั้น แท้จริงแล้วผู้ใดที่เข้าใกล้ขอบเขตของอัลลอฮ์เกรงว่าจะตกในสิ่งต้องห้าม และด้วยคำอธิบายที่ชัดเจนของบทบัญญัติเหล่านั้น อัลลอฮ์ทรงแจกแจงบรรดาโองการของพระองค์แก่มนุษย์ เพื่อว่าพวกเขาจะได้ยำเกรงต่อพระองค์ด้วยการปฏิบัติในสิ่งที่พระทรงสั่งใช้และละทิ้งสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม
2:188Page 29
وَلَا تَأۡكُلُوٓاْ أَمۡوَٰلَكُم بَيۡنَكُم بِٱلۡبَٰطِلِ وَتُدۡلُواْ بِهَآ إِلَى ٱلۡحُكَّامِ لِتَأۡكُلُواْ فَرِيقٗا مِّنۡ أَمۡوَٰلِ ٱلنَّاسِ بِٱلۡإِثۡمِ وَأَنتُمۡ تَعۡلَمُونَ ١٨٨
And do not consume one another's wealth unjustly or send it [in bribery] to the rulers in order that [they might aid] you [to] consume a portion of the wealth of the people in sin, while you know [it is unlawful].
และคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้าจงอย่าได้เอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่นในหมู่พวกเจ้าโดยมิชอบ เช่นการลักขโมย การปล้น และการโกง จงอย่าโต้แย้งมันให้แก่ผู้พิพากษา เพื่อที่เจ้าจะกินส่วนหนึ่งจากทรัพย์สมบัติของผู้อื่นด้วยการกระทำสิ่งที่เป็นบาปและพวกเจ้ารู้ว่าอัลลอฮ์นั้นทรงห้ามสิ่งนั้น และการทำบาปทั้งๆที่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม เป็นที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งและมีบทลงโทษที่สาหัส
2:189Page 29
۞ يَسۡـَٔلُونَكَ عَنِ ٱلۡأَهِلَّةِۖ قُلۡ هِيَ مَوَٰقِيتُ لِلنَّاسِ وَٱلۡحَجِّۗ وَلَيۡسَ ٱلۡبِرُّ بِأَن تَأۡتُواْ ٱلۡبُيُوتَ مِن ظُهُورِهَا وَلَٰكِنَّ ٱلۡبِرَّ مَنِ ٱتَّقَىٰۗ وَأۡتُواْ ٱلۡبُيُوتَ مِنۡ أَبۡوَٰبِهَاۚ وَٱتَّقُواْ ٱللَّهَ لَعَلَّكُمۡ تُفۡلِحُونَ ١٨٩
They ask you, [O Muḥammad], about the crescent moons. Say, "They are measurements of time for the people and for ḥajj [pilgrimage]." And it is not righteousness to enter houses from the back, but righteousness is [in] one who fears Allāh. And enter houses from their doors. And fear Allāh that you may succeed.
พวกเขาเหล่านั้นจะถามเจ้า -โอ้เราะสูลเอ๋ย- เกี่ยวกับการสร้างและการเปลี่ยนแปลงต่างๆของดวงจันทร์ จงตอบคำถามเกี่ยวกับปัญญาที่อยู่เบื้องหลังการสร้างและการเปลี่ยนแปลงของจันทร์เสี้ยวเถิดว่า มันคือการกำหนดเวลาต่างๆ สำหรับมนุษย์ เพื่อรู้เวลาในการทำอิบาดะฮ์ เช่นเดือนแห่งการประกอบพิธีฮัจญ์ เดือนถือศีลอด และครบรอบการจ่ายซะกาต และเพื่อรู้เวลาการทำธุรกรรม เช่นการตั้งระยะเวลาของหนี้และการจ่ายหนี้ และหาใช่เป็นคุณธรรมไม่ ในการที่พวกเจ้าเข้าบ้านทางหลังบ้านในขณะที่พวกเจ้าครองอิห์รอมประกอบพิธีฮัจญ์หรือพิธีอุมเราะฮ์ เหมือนที่พวกเจ้าได้อ้างไว้ในญาฮิลิยะฮ์ แต่ทว่าคุณธรรมที่แท้จริงนั้นคือผู้ที่ยำเกรงทั้งภายนอกและภายในต่างหาก แต่การที่พวกเจ้าเข้าบ้านทางประตูบ้านนั้นเป็นการง่ายสำหรับพวกเจ้าและห่างไกลจากความยากลำบาก เพราะแท้จริงอัลลอฮ์นั้นไม่ได้บังคับพวกเจ้าให้ทำในสิ่งที่ยุ่งยากและลำบากต่อพวกเจ้าเลย และจงทำเป็นเกราะป้องกันระหว่างพวกเจ้ากับการลงโทษของอัลลอฮ์ด้วยการประกอบคุณงามความดี เพื่อที่ว่าพวกเจ้าจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่พวกเจ้าต้องการและรอดพ้นจากสิ่งที่พวกเจ้ากลัว
2:190Page 29
وَقَٰتِلُواْ فِي سَبِيلِ ٱللَّهِ ٱلَّذِينَ يُقَٰتِلُونَكُمۡ وَلَا تَعۡتَدُوٓاْۚ إِنَّ ٱللَّهَ لَا يُحِبُّ ٱلۡمُعۡتَدِينَ ١٩٠
Fight in the way of Allāh those who fight against you but do not transgress. Indeed, Allāh does not like transgressors.
และพวกเจ้าจงต่อสู้ -เพื่อยกบทบัญญัติของอัลลอฮ์อยู่เหนือสิ่งอื่นใด- กับบรรดาผู้ที่ต่อสู้พวกเจ้าจากผู้ปฏิเสธศรัทธา ที่กีดขวางพวกเจ้าจากศาสนาของอัลลอฮ์และจงอย่าละเมิดขอบเขตของอัลลอฮ์ด้วยการฆ่าเด็กๆ ผู้หญิง และคนชราหรือด้วยการทำลายศพที่ตายและอื่นๆ แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงชอบบรรดาผู้ที่ละเมิดขอบเขตของพระองค์ในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติและตัดสินไว้
2:191Page 30
وَٱقۡتُلُوهُمۡ حَيۡثُ ثَقِفۡتُمُوهُمۡ وَأَخۡرِجُوهُم مِّنۡ حَيۡثُ أَخۡرَجُوكُمۡۚ وَٱلۡفِتۡنَةُ أَشَدُّ مِنَ ٱلۡقَتۡلِۚ وَلَا تُقَٰتِلُوهُمۡ عِندَ ٱلۡمَسۡجِدِ ٱلۡحَرَامِ حَتَّىٰ يُقَٰتِلُوكُمۡ فِيهِۖ فَإِن قَٰتَلُوكُمۡ فَٱقۡتُلُوهُمۡۗ كَذَٰلِكَ جَزَآءُ ٱلۡكَٰفِرِينَ ١٩١
And kill them [in battle] wherever you overtake them and expel them from wherever they have expelled you, and fitnah1 is worse than killing. And do not fight them at al-Masjid al-Ḥarām until they fight you there. But if they fight you, then kill them. Such is the recompense of the disbelievers.
และจงฆ่าพวกเขาไม่ว่าพวกเจ้าจะเผชิญหน้าพวกเขา ณ ที่ใดก็ตาม และจงขับไล่พวกเขาออกจากที่ที่พวกเขาเคยขับไล่พวกเจ้าออก คือมักกะฮ์ และความวุ่นวายที่เกิดขึ้นด้วยการกีดขวางผู้ศรัทธาให้ออกห่างจากศาสนาของพวกเขาและการกลับไปสู่การปฏิเสธศรัทธานั้นร้ายแรงยิ่งกว่าการฆ่าเสียอีก และจงอย่าเป็นฝ่ายเริ่มทำการสู้รบกับพวกเขา ณ อัล-มัสยิดิล ฮะรอม เพื่อเป็นการปกป้องเกียรติของมัสยิด จนกว่าพวกเขาจะเป็นฝ่ายเริ่มต่อสู้กับพวกเจ้าในที่นั้นก่อน และหากพวกเขาเป็นฝ่ายเริ่มต่อสู้พวกเจ้าแล้ว ก็จงฆ่าพวกเขาเสีย และผลการตอบแทนในลักษณะนี้นั้น คือการฆ่าพวกเขาเมื่อพวกเขาได้ทำการละเมิดใน อัล-มัสยิดิล ฮะรอม มันคือการตอบแทนของผู้ปฏิเสธศรัทธา
Text: Quranic Universal Library (Tarteel), via spa5k/tafsir_api (MIT), at a fixed version. The ayahs: Quran Foundation. Sources and licences