Al-Mukhtasar · Tafsir · in Thai
Al-Baqarah 2:90–113
2:90Page 14
بِئۡسَمَا ٱشۡتَرَوۡاْ بِهِۦٓ أَنفُسَهُمۡ أَن يَكۡفُرُواْ بِمَآ أَنزَلَ ٱللَّهُ بَغۡيًا أَن يُنَزِّلَ ٱللَّهُ مِن فَضۡلِهِۦ عَلَىٰ مَن يَشَآءُ مِنۡ عِبَادِهِۦۖ فَبَآءُو بِغَضَبٍ عَلَىٰ غَضَبٖۚ وَلِلۡكَٰفِرِينَ عَذَابٞ مُّهِينٞ ٩٠
How wretched is that for which they sold themselves - that they would disbelieve in what Allāh has revealed through [their] outrage that Allāh would send down His favor upon whom He wills from among His servants. So they returned having [earned] wrath upon wrath. And for the disbelievers is a humiliating punishment.
ช่างชั่วช้ายิ่งหนัก สำหรับผู้ที่ได้ทำการขอแลกเปลี่ยนกับสิ่งหนึ่งด้วยสิ่งที่มีค่าของพวกเขาเอง นั้นคือการศรัทธาต่ออัลลอฮฺและต่อบรรดารอสูลของพระองค์ แล้วพวกเขาก็ปฏิเสธศรัทธาต่อสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาและไม่ยอมรับต่อบรรดารอสูลของพระองค์ ทั้งนี้เพราะความอธรรมและอิจฉาริษยาที่อัลลอฮฺทรงแต่งตั้งการเป็นนบีแก่มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัมและได้ทรงประทานอัลกุรอานให้ ดังนั้นพวกเขาก็สมควรได้รับความกริ้วโกรธอันทวีคูณจากอัลลอฮ์อันเนื่องมาจากการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาต่อท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม และด้วยสาเหตุการบิดเบือนของพวกเขาต่อคัมภีร์อัตเตารอตฺก่อนหน้านี้ และสำหรับผู้ที่ปฏิเสธต่อการเป็นนบีของบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม นั้น คือการลงโทษที่อัปยศที่สุดในวันกิยามะฮฺ
2:91Page 14
وَإِذَا قِيلَ لَهُمۡ ءَامِنُواْ بِمَآ أَنزَلَ ٱللَّهُ قَالُواْ نُؤۡمِنُ بِمَآ أُنزِلَ عَلَيۡنَا وَيَكۡفُرُونَ بِمَا وَرَآءَهُۥ وَهُوَ ٱلۡحَقُّ مُصَدِّقٗا لِّمَا مَعَهُمۡۗ قُلۡ فَلِمَ تَقۡتُلُونَ أَنۢبِيَآءَ ٱللَّهِ مِن قَبۡلُ إِن كُنتُم مُّؤۡمِنِينَ ٩١
And when it is said to them, "Believe in what Allāh has revealed," they say, "We believe [only] in what was revealed to us." And they disbelieve in what came after it, while it is the truth confirming that which is with them. Say, "Then why did you kill the prophets of Allāh before, if you are [indeed] believers?"
และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่ชาวยิวเหล่านั้นว่า จงศรัทธาต่อสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาแก่รอสูลของพระองค์ที่เป็นสัจธรรมและทางนำเถิด พวกเขาก็กล่าวว่า เราศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่บรรดานบีของเราอยู่แล้ว และพวกเขาปฏิเสธต่อสิ่งอื่นที่นอกจากมัน จากสิ่งที่ได้ประทานลงมาแก่มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม ทั้งๆ ที่อัลกุรอานนั้นคือ ความจริงที่มีความสอดคล้องกับสิ่งที่มีอยู่กับพวกเขาที่มาจากอัลลอฮฺเช่นกัน และหากว่าพวกเขาศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ประทานลงมายังพวกเขาอย่างแท้จริง แน่นอนพวกเขาก็จะศรัทธาต่ออัลกุรอานเช่นกัน จงกล่าวเถิด โอ้นบี เพื่อเป็นตอบโต้แก่พวกเขา เพราะเหตุใดพวกท่านในอดีตจึงฆ่าบรรดานบีของอัลลอฮ ถ้าหากพวกท่านเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริงต่อสัจธรรมที่มันได้มายังพวกเจ้า?!
2:92Page 14
۞ وَلَقَدۡ جَآءَكُم مُّوسَىٰ بِٱلۡبَيِّنَٰتِ ثُمَّ ٱتَّخَذۡتُمُ ٱلۡعِجۡلَ مِنۢ بَعۡدِهِۦ وَأَنتُمۡ ظَٰلِمُونَ ٩٢
And Moses had certainly brought you clear proofs. Then you took the calf [in worship] after that, while you were wrongdoers.
และแท้จริง รอสูลของพวกเจ้า มูซา อะลัยฮิสลาม ได้นำบรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งที่บ่งบอกถึงความสัจจริงของเขามายังพวกเจ้าแล้ว หลังจากนั้นเองพวกเจ้าก็ได้ยึดเอาลูกวัวตั้งเป็นพระเจ้า ซึ่งพวกเจ้าก็ทำการเคารพสักการะมัน หลังการจากไปของมูซาไปสู่ที่นัดหมายของพระเจ้าของเขา และพวกเจ้านั้นคือบรรดาผู้อธรรม อันเนื่องมาจากการตั้งภาคีของพวกเจ้าต่ออัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์คือผู้ที่สมควรแก่การเคารพอิบาดะฮฺแต่เพียงผู้เดียวโดยที่ไม่มีใครอื่นเลยเทียบเท่าพระองค์ได้
2:93Page 14
وَإِذۡ أَخَذۡنَا مِيثَٰقَكُمۡ وَرَفَعۡنَا فَوۡقَكُمُ ٱلطُّورَ خُذُواْ مَآ ءَاتَيۡنَٰكُم بِقُوَّةٖ وَٱسۡمَعُواْۖ قَالُواْ سَمِعۡنَا وَعَصَيۡنَا وَأُشۡرِبُواْ فِي قُلُوبِهِمُ ٱلۡعِجۡلَ بِكُفۡرِهِمۡۚ قُلۡ بِئۡسَمَا يَأۡمُرُكُم بِهِۦٓ إِيمَٰنُكُمۡ إِن كُنتُم مُّؤۡمِنِينَ ٩٣
And [recall] when We took your covenant and raised over you the mount, [saying], "Take what We have given you with determination and listen." They said [instead], "We hear and disobey." And their hearts absorbed [the worship of] the calf because of their disbelief. Say, "How wretched is that which your faith enjoins upon you, if you should be believers."
และจงรำลึกถึงขณะที่เราได้รับคำมั่นสัญญาจากพวกเจ้า ซึ่งการปฏิบัติตามมูซา อะลัยฮิสลาม และน้อมรับสิ่งที่เขานำมันมาจากอัลลอฮฺ และเราก็ได้ยกภูเขาขึ้นเหนือพวกเจ้า เพื่อเป็นการขู่สำทับต่อพวกเจ้า และเราก็ได้กล่าวแก่พวกเจ้าว่า จงยึดสิ่งที่เราได้มอบให้แก่พวกเจ้าที่มาจากคำภีร์อัตเตารอตฺด้วยความจริงจังและทุ่มเท และจงฟังด้วยการฟังที่จำนนและเชื่อฟัง มิฉะนั้นเราจะทำให้ภูเขาร่วงลงมาใส่พวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็กล่าวว่า พวกเราได้ฟังกันแล้วด้วยหูของพวกเรา และพวกเราก็ได้ฝ่าฝืนกันไปแล้วด้วยการกระทำของพวกเรา และการเคารพสักการะต่อลูกวัวนั้นได้ซึมซับไปอยู่ในหัวใจของพวกเขา เนื่องด้วยการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา จงกล่าวเถิด -โอ้นบีเอ๋ย- ช่างชั่วช้าจริงๆ สิ่งที่การศรัทธานี้ได้ใช้ให้พวกเจ้ากระทำ นั่นคือการปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺ หากว่าพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง เพราะการศรัทธาที่แท้จริงนั้นจะไม่มีการปฏิเสธร่วมด้วยกับมัน
2:94Page 15
قُلۡ إِن كَانَتۡ لَكُمُ ٱلدَّارُ ٱلۡأٓخِرَةُ عِندَ ٱللَّهِ خَالِصَةٗ مِّن دُونِ ٱلنَّاسِ فَتَمَنَّوُاْ ٱلۡمَوۡتَ إِن كُنتُمۡ صَٰدِقِينَ ٩٤
Say, [O Muḥammad], "If the home of the Hereafter with Allāh is for you alone and not the [other] people, then wish for death, if you should be truthful."
จงกล่าวเถิด -โอ้นบีเอ๋ย- โอ้ชาวยิวเอ๋ย หากว่าสวรรค์ในวันปรโลกมีไว้เฉพาะพวกเจ้า ซึ่งบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากพวกเจ้านั้นไม่สามารถเข้าไปได้แล้ว ดังนั้นพวกเจ้าก็จงปรารถนาความตายเสียเถิด เพื่อให้ได้รับสถานะนี้ได้อย่างรวดเร็ว และพวกเจ้าก็จะได้พักผ่อนจากภาระชีวิตในโลกนี้และความกังวลต่างๆของมัน ถ้าหากพวกเจ้าเป็นผู้พูดจริง
2:95Page 15
وَلَن يَتَمَنَّوۡهُ أَبَدَۢا بِمَا قَدَّمَتۡ أَيۡدِيهِمۡۚ وَٱللَّهُ عَلِيمُۢ بِٱلظَّٰلِمِينَ ٩٥
But never will they wish for it, ever, because of what their hands have put forth. And Allāh is Knowing of the wrongdoers.
และพวกเขาเหล่านั้นก็จะไม่ปรารถนาความตายไปตลอดอย่างแน่นอน เนื่องด้วยสิ่งที่พวกเขาได้หยิบยื่นมันให้กับชีวิตของพวกเขาจาการปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และการปฏิเสธต่อบรรดาเราะสูลของพระองค์ และการบิดเบือนคัมภีร์ต่างๆ ของพระองค์ และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรู้ดีต่อบรรดาผู้อธรรมที่มาจากพวกเขาและผู้ที่นอกเหนือจากพวกเขา และพระองค์ก็จะทรงตอบแทนทั้งหมดนั้นด้วยการงานของเขา
2:96Page 15
وَلَتَجِدَنَّهُمۡ أَحۡرَصَ ٱلنَّاسِ عَلَىٰ حَيَوٰةٖ وَمِنَ ٱلَّذِينَ أَشۡرَكُواْۚ يَوَدُّ أَحَدُهُمۡ لَوۡ يُعَمَّرُ أَلۡفَ سَنَةٖ وَمَا هُوَ بِمُزَحۡزِحِهِۦ مِنَ ٱلۡعَذَابِ أَن يُعَمَّرَۗ وَٱللَّهُ بَصِيرُۢ بِمَا يَعۡمَلُونَ ٩٦
And you will surely find them the most greedy of people for life - [even] more than those who associate others with Allāh. One of them wishes that he could be granted life a thousand years, but it would not remove him in the least from the [coming] punishment that he should be granted life. And Allāh is Seeing of what they do.
และแน่นอนเหลือเกิน โอ้นบีเอ๋ย เจ้าจะพบว่าชาวยิวนั้นเป็นมนุษย์ที่มีความห่วงใยต่อชีวิตความเป็นอยู่ ถึงแม้ว่ามันจะดูว่าน่ารังเกียจและต่ำต้อยก็ตาม ซึ่งพวกเขาจะมีความกระตือรือร้นในชีวิตความเป็นอยู่มากกว่าบรรดาผู้ตั้งภาคีที่ไม่ได้ศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพและการคิดบัญชีเสียอีก และในฐานะที่พวกเขานั้นเป็นชาวคัมภีร์และศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพและการคิดบัญชี ยังมีคนๆ หนึ่งในหมู่ของพวกเขานั้น ชอบที่อยากจะให้มีอายุถึงพันปี ซึ่งการมีอายุที่ยืนยาวนั้นมันก็ไม่ทำให้เขาห่างไกลจากการถูกลงโทษของอัลลอฮฺไปได้ดอก และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ที่ทรงตระหนักถึงการงานของพวกเขาและทรงมองเห็นมัน ไม่มีสิ่งใดเลยที่มันจะซุกซ่อนไปจากพระองค์ และพระองค์ก็จะทรงตอบแทนพวกเขาด้วยการงานนั้น
2:97Page 15
قُلۡ مَن كَانَ عَدُوّٗا لِّـجِبۡرِيلَ فَإِنَّهُۥ نَزَّلَهُۥ عَلَىٰ قَلۡبِكَ بِإِذۡنِ ٱللَّهِ مُصَدِّقٗا لِّمَا بَيۡنَ يَدَيۡهِ وَهُدٗى وَبُشۡرَىٰ لِلۡمُؤۡمِنِينَ ٩٧
Say, "Whoever is an enemy to Gabriel - it is [none but] he who has brought it [i.e., the Qur’ān] down upon your heart, [O Muḥammad], by permission of Allāh, confirming that which was before it and as guidance and good tidings for the believers."
จงกล่าวเถิด -โอ้นบีเอ๋ย- แก่ชาวยิวที่ได้กล่าวว่า (แท้จริงญิบรีลคือศัตรูของเราที่มาจากหมู่มลาอิกะฮฺ) ใครที่เป็นศัตรูต่อญิบรีล ซึ่งแท้จริงแล้วญิบรีลนั้น คือ ผู้ที่ได้นำอัล-กรุอานทยอยลงมายังหัวใจของเจ้าด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺ ทั้งนี้เพื่อเป็นการยืนยัน(ถึงความสัจจริง)ของบรรดาคัมภีร์ของพระเจ้าที่มาก่อนหน้านั้น เช่น อัต-เตารอต และอัล-อินญีล และเพื่อเป็นข้อแนะนำสู่ความดี และเป็นการแจ้งข่าวดีแก่ผู้ศรัทธาทั้งหลายถึงสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงเตรียมไว้ให้แก่พวกเขาซึ่งความสุขต่างๆ ดังนั้นใครก็ตามที่เป็นศัตรูกับผู้ที่มีคุณลักษณแบบนี้และการทำงานในลักษณะนี้ แน่นอนเขาคือคนหนึ่งที่อยู่ในหมู่ผู้หลงทาง
2:98Page 15
مَن كَانَ عَدُوّٗا لِّلَّهِ وَمَلَٰٓئِكَتِهِۦ وَرُسُلِهِۦ وَجِبۡرِيلَ وَمِيكَىٰلَ فَإِنَّ ٱللَّهَ عَدُوّٞ لِّلۡكَٰفِرِينَ ٩٨
Whoever is an enemy to Allāh and His angels and His messengers and Gabriel and Michael - then indeed, Allāh is an enemy to the disbelievers.
ใครที่เป็นศัตรูต่ออัลลอฮฺ ต่อบรรดามะลาอิกะฮฺของพระองค์ ต่อบรรดารอสูลของพระองค์ และเป็นศัตรูต่อมลาอิกะฮฺทั้งสองที่ใกล้ชิด(พระองค์): คือญิบรีลและมีกาอีลนั้น แท้จริงอัลลอฮฺทรงเป็นศัตรูต่อผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลายไม่ว่าจะมาจากพวกเจ้าหรือที่นอกเหนือจากพวกเจ้า และผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงเป็นศัตรูต่อเขา แน่นอนเขาย่อมกลับไปอย่างขาดทุน
2:99Page 15
وَلَقَدۡ أَنزَلۡنَآ إِلَيۡكَ ءَايَٰتِۭ بَيِّنَٰتٖۖ وَمَا يَكۡفُرُ بِهَآ إِلَّا ٱلۡفَٰسِقُونَ ٩٩
And We have certainly revealed to you verses [which are] clear proofs, and no one would deny them except the defiantly disobedient.
และแท้จริงเราได้ประทานให้แก่เจ้าแล้ว -โอ้นบีเอ๋ย- ซึ่งสัญญาณต่างๆ อันชัดแจ้งที่ชี้ถึงความสัจจริงของเจ้าในสิ่งที่เจ้าได้นำมา เช่นตำแหน่งการเป็นนบีและการประทานวะหฺยู และจะไม่มีใครปฏิเสธสัญญาณเหล่านั้นในขณะที่มันชัดเจนและกระจ่างชัด นอกจากบรรดาผู้ที่ออกไปจากศาสนาของอัลลอฮฺเท่านั้น
2:100Page 15
أَوَكُلَّمَا عَٰهَدُواْ عَهۡدٗا نَّبَذَهُۥ فَرِيقٞ مِّنۡهُمۚ بَلۡ أَكۡثَرُهُمۡ لَا يُؤۡمِنُونَ ١٠٠
Is it not [true] that every time they took a covenant a party of them threw it away? But, [in fact], most of them do not believe.
และความเลวร้ายประการหนึ่งของชาวยิวคือ คราใดที่พวกเขาได้รับคำมั่นสัญญาใดๆ ไว้ (ซึ่งรวมถึงการเชื่อต่อสิ่งที่คำภีร์อัล-เตารอตฺได้บ่งชี้ถึงการเป็นนบีของมูหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม) กลุ่มหนึ่งในพวกเขาก็เหวี่ยงสัญญานั้นทิ้ง ยิ่งกว่านั้นส่วนใหญ่ของชาวยิวเหล่านั้นไม่ศรัทธาต่อสิ่งที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ประทานลงมาอย่างแท้จริง เพราะการศรัทธาที่แท้จริงนั้นจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติตามคำสัญญา
2:101Page 15
وَلَمَّا جَآءَهُمۡ رَسُولٞ مِّنۡ عِندِ ٱللَّهِ مُصَدِّقٞ لِّمَا مَعَهُمۡ نَبَذَ فَرِيقٞ مِّنَ ٱلَّذِينَ أُوتُواْ ٱلۡكِتَٰبَ كِتَٰبَ ٱللَّهِ وَرَآءَ ظُهُورِهِمۡ كَأَنَّهُمۡ لَا يَعۡلَمُونَ ١٠١
And when a messenger from Allāh came to them confirming that which was with them, a party of those who had been given the Scripture threw the Scripture of Allāh [i.e., the Torah] behind their backs as if they did not know [what it contained].
และเมื่อมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม ได้มายังพวกเขาในฐานะรอสูลคนหนึ่ง ที่มาจากอัลลอฮฺ โดยที่คุณลักษณะของเขาสอดคลองตรงตามที่มีอยู่ในคำภีร์อัตเตารอตฺ กลุ่มหนึ่งจากพวกเขาก็ได้หันหลังให้ต่อสิ่งที่อัตเตารอตฺได้บ่งชี้ถึงมัน และพวกเขาก็ได้โยนมันทิ้งไว้เบื้องหลังพวกเขาโดยที่ไม่แยแสต่อสิ่งนั้น เสมือนกับว่าพวกเขาเป็นคนโง่เขลาที่ไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากสัจจะธรรมและคำแนะนำที่อยู่ในนั้น ดังนั้นเขาก็ไม่ใส่ใจกับมันอีก
2:102Page 16
وَٱتَّبَعُواْ مَا تَتۡلُواْ ٱلشَّيَٰطِينُ عَلَىٰ مُلۡكِ سُلَيۡمَٰنَۖ وَمَا كَفَرَ سُلَيۡمَٰنُ وَلَٰكِنَّ ٱلشَّيَٰطِينَ كَفَرُواْ يُعَلِّمُونَ ٱلنَّاسَ ٱلسِّحۡرَ وَمَآ أُنزِلَ عَلَى ٱلۡمَلَكَيۡنِ بِبَابِلَ هَٰرُوتَ وَمَٰرُوتَۚ وَمَا يُعَلِّمَانِ مِنۡ أَحَدٍ حَتَّىٰ يَقُولَآ إِنَّمَا نَحۡنُ فِتۡنَةٞ فَلَا تَكۡفُرۡۖ فَيَتَعَلَّمُونَ مِنۡهُمَا مَا يُفَرِّقُونَ بِهِۦ بَيۡنَ ٱلۡمَرۡءِ وَزَوۡجِهِۦۚ وَمَا هُم بِضَآرِّينَ بِهِۦ مِنۡ أَحَدٍ إِلَّا بِإِذۡنِ ٱللَّهِۚ وَيَتَعَلَّمُونَ مَا يَضُرُّهُمۡ وَلَا يَنفَعُهُمۡۚ وَلَقَدۡ عَلِمُواْ لَمَنِ ٱشۡتَرَىٰهُ مَا لَهُۥ فِي ٱلۡأٓخِرَةِ مِنۡ خَلَٰقٖۚ وَلَبِئۡسَ مَا شَرَوۡاْ بِهِۦٓ أَنفُسَهُمۡۚ لَوۡ كَانُواْ يَعۡلَمُونَ ١٠٢
And they followed [instead] what the devils had recited during the reign of Solomon. It was not Solomon who disbelieved, but the devils disbelieved, teaching people magic and that which was revealed to the two angels at Babylon, Hārūt and Mārūt. But they [i.e., the two angels] do not teach anyone unless they say, "We are a trial, so do not disbelieve [by practicing magic]."1 And [yet] they learn from them that by which they cause separation between a man and his wife. But they do not harm anyone through it except by permission of Allāh. And they [i.e., people] learn what harms them and does not benefit them. But they [i.e., the Children of Israel] certainly knew that whoever purchased it [i.e., magic] would not have in the Hereafter any share. And wretched is that for which they sold themselves, if they only knew.
และเมื่อพวกเขาได้ละทิ้งศาสนาของอัลลอฮฺ พวกเขาก็ปฏิบัติตามสิ่งอื่นแทน นั่นคือ สิ่งที่บรรดาชัยฏอนได้สร้างคำเท็จขึ้นมาในสมัยของนบีสุลัยมาน อะลัยฮิสลาม โดยอ้างว่านบีสุลัยมานนั้นได้ปกป้องราชบัลลังก์ของเขาด้วยไสยศาสตร์ และสุลัยมานก็มิได้ปฏิเสธศรัทธาด้วยการใช้ไสยศาสตร์ (ดั่งที่ชาวยิวได้แอบอ้างกัน) แต่ทว่าชัยฏอนเหล่านั้นต่างหากที่ปฏิเสธการศรัทธาโดยพวกเขาได้สอนมนุษย์ซึ่งวิชาไสยศาสตร์ และก็สอนวิชาไสยศาสตร์ที่ถูกประทานลงมาแก่มะลาอิกะฮฺทั้งสอง คือ ฮารูต และมารูต ณ เมืองบาบิลที่ประเทศอิรัก เพื่อเป็นการทดลองและทดสอบต่อมนุษย์ และมะลาอิกะฮฺทั้งสองท่านนี้ก็จะไม่สอนให้แก่ผู้ใดซึ่งวิชาไสยศาสตร์ จนกว่าพวกเขาทั้งสองจะเตือนสติและอธิบายให้เขาคนนั้นรู้แจ้งก่อน ด้วยคำกล่าวของพวกเขาทั้งสองที่ว่า แท้จริงเราแค่เพียงมาเพื่อทดลองและทดสอบต่อมนุษย์เท่านั้น ท่านจงอย่าปฏิเสธศรัทธาด้วยการร่ำเรียนวิชาไสยศาสตร์เลย แล้วผู้ที่ไม่รับฟังคำตักเตือนของพวกเขาทั้งสองนั้นก็ได้ศึกษาวิชาไสยศาสตร์จากเขาทั้งสอง และส่วนหนึ่งจาก(วิชาไสยศาสตร์)นั้นคือประเภทที่ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างบุคคลหนึ่งกับภรรยาของเขา โดยการปลูกฝังความเกลียดชังให้เกิดขึ้นระหว่างเขาทั้งสอง และผู้ที่ทำไสยศาสตร์เหล่านั้นไม่สามรถทำอันตรายแก่ผู้ใดได้นอกจากด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺและความประสงค์ของพระองค์เท่านั้น และพวกเขาก็เรียนสิ่งที่เป็นโทษแก่พวกเขาและมิได้เกิดประโยชน์ต่อพวกเขา และแท้จริงชาวยิวเหล่านี้รู้ดีว่า ใครก็ตามที่ขอเปลี่ยนด้วยการเอาวิชาไสยศาสตร์แลกด้วยคัมภีร์ของอัลลอฮฺนั้น แน่นอนเขาย่อมไม่มีโชคและส่วนได้ใดๆ ในวันปรโลก และแน่นอนมันชั่งชั่วช้าจริงๆ ที่พวกเขาได้ขายตัวของพวกเขาด้วยสิ่งนั้น โดยการที่พวกเขาได้ขอแลกวิชาไสยศาสตร์ด้วยกับวะหฺยูของอัลลอฮฺและบทบัญญัติของพระองค์ และหากพวกเขาได้รู้ถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับพวกเขา แน่นอนพวกเขาก็มิบังอาจไปทำการงานอันนี้ที่เลวทรามและหลงผิดที่เห็นได้ชัดเจน
2:103Page 16
وَلَوۡ أَنَّهُمۡ ءَامَنُواْ وَٱتَّقَوۡاْ لَمَثُوبَةٞ مِّنۡ عِندِ ٱللَّهِ خَيۡرٞۚ لَّوۡ كَانُواْ يَعۡلَمُونَ ١٠٣
And if they had believed and feared Allāh, then the reward from Allāh would have been [far] better, if they only knew.
และหากว่าชาวยิวเหล่านั้นศรัทธาต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริง และยำเกรงต่อพระองค์ โดยการเชื่อฟังต่อพระองค์และละทิ้งการฝ่าฝืนต่อพระองค์ แน่นอนผลบุญการตอบแทนของอัลลอฮฺนั้นย่อมดีกว่าสำหรับพวกเขา ต่อสิ่งที่พวกเขานั้นเป็นอยู่ หากพวกเขารู้ถึงสิ่งที่มันจะเป็นประโยชน์ให้แก่พวกเขา
2:104Page 16
يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ لَا تَقُولُواْ رَٰعِنَا وَقُولُواْ ٱنظُرۡنَا وَٱسۡمَعُواْۗ وَلِلۡكَٰفِرِينَ عَذَابٌ أَلِيمٞ ١٠٤
O you who have believed, say not [to Allāh's Messenger], "Rāʿinā" but say, "Unẓurnā"1 and listen. And for the disbelievers is a painful punishment.
อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงชี้นำบรรดาผู้ศรัทธาสู่การเลือกคำพูดที่ดี โดยพระองค์กล่าวแก่พวกเขาว่า โอ้ ศรัทธาชนทั้งหลาย! จงอย่ากล่าวคำพูดที่ว่า “รออินา” หมายถึง ดูแลสถานการณ์ของเรา เพราะชาวยิวนั้นบิดเบือนมันและใช้มันพูดกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม โดยที่พวกเขาสื่อมันถึงความหมายที่เลวทราม คือ บกพร่องเบาปัญญา ดังนั้นอัลลอฮฺจึงได้ห้ามใช้คำพูดนี้เพื่อเป็นการปิดกั้นช่องทางอันนี้ และได้ทรงสั่งใช้บ่าวของพระองค์ให้พูดแทนคำนั้นด้วยคำว่า “อุนซุรนา” หมายถึง รอเราด้วย เผื่อเราจะเข้าใจในสิ่งที่ท่านพูด ซึ่งมันเป็นคำที่ให้ความหมายในทางที่ดีโดยไม่ต้องระมัดระวัง และสำหรับผู้ปฏิเสธการศรัทธาต่ออัลลอฮฺนั้น คือ การลงโทษอันเจ็บแสบ
2:105Page 16
مَّا يَوَدُّ ٱلَّذِينَ كَفَرُواْ مِنۡ أَهۡلِ ٱلۡكِتَٰبِ وَلَا ٱلۡمُشۡرِكِينَ أَن يُنَزَّلَ عَلَيۡكُم مِّنۡ خَيۡرٖ مِّن رَّبِّكُمۡۚ وَٱللَّهُ يَخۡتَصُّ بِرَحۡمَتِهِۦ مَن يَشَآءُۚ وَٱللَّهُ ذُو ٱلۡفَضۡلِ ٱلۡعَظِيمِ ١٠٥
Neither those who disbelieve from the People of the Scripture [i.e., the Jews and Christians] nor the polytheists wish that any good should be sent down to you from your Lord. But Allāh selects for His mercy whom He wills, and Allāh is the possessor of great bounty.
บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา (ทั้งจากชาวคำภีร์และจากบรรดาผู้ที่ตั้งภาคีนั้น) ต่างไม่ชอบที่จะให้มีความดีใดๆ จากพระเจ้าของพวกเจ้าถูกประทานลงมาแก่พวกเจ้า ถึงแม้จะน้อยนิดหรือมากมายก็ตาม และอัลลอฮฺนั้นทรงเจาะจงความกรุณาของพระองค์ เช่น การแต่งตั้งเป็นนบี การให้วะหฺยู และการศรัทธา แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์เท่านั้น และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ดังนั้นจะไม่มีความดีใดๆ เกิดขึ้นกับคนใดคนหนึ่งจากปวงบ่าวที่ถูกสร้างนอกจากจะได้มาจากพระองค์ทั้งสิ้น และส่วนหนึ่งจากบุญคุณของพระองค์นั้น คือ การส่งรอสูลและการประทานคัมภีร์ลงมา
2:106Page 17
۞ مَا نَنسَخۡ مِنۡ ءَايَةٍ أَوۡ نُنسِهَا نَأۡتِ بِخَيۡرٖ مِّنۡهَآ أَوۡ مِثۡلِهَآۗ أَلَمۡ تَعۡلَمۡ أَنَّ ٱللَّهَ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ قَدِيرٌ ١٠٦
We do not abrogate a verse or cause it to be forgotten except that We bring forth [one] better than it or similar to it. Do you not know that Allāh is over all things competent?
อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงชี้แจ้งว่า แท้จริงขณะที่พระองค์ทรงยกเลิกกฎของโองการใดจากอัลกุรอาน หรือทรงยกเลิกถ้อยคำของอัลกุรอาน แล้วทรงทำให้มนุษย์ลืมโองการนั้นไป แท้จริงพระองค์ ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์จะทรงนำกฎหรือโองการที่เป็นประโยชน์มากกว่าโองการนั้นทั้งในโลกนี้และวันปรโลก หรืออาจนำมาซึ่งสิ่งที่มันเท่าเทียมกันกับโองการนั้น ด้วยความรอบรู้ของอัลลอฮฺและวิทยปัญญาของพระองค์ และเจ้าเองก็รู้ดี โอ้นบีเอ๋ย ว่าแท้จริงแล้วอัลลอฮฺนั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นพระองค์ก็จะทรงทำในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์และตัดสินตามที่พระองค์ทรงต้องการ
2:107Page 17
أَلَمۡ تَعۡلَمۡ أَنَّ ٱللَّهَ لَهُۥ مُلۡكُ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضِۗ وَمَا لَكُم مِّن دُونِ ٱللَّهِ مِن وَلِيّٖ وَلَا نَصِيرٍ ١٠٧
Do you not know that to Allāh belongs the dominion of the heavens and the earth and [that] you have not besides Allāh any protector or any helper?
แท้จริงเจ้ารู้ดีอยู่แล้ว -โอ้นบีเอ๋ย- ว่าอัลลอฮฺนั้นคือผู้ปกครองแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ทรงตัดสินตามที่พระองค์ทรงต้องการ ดังนั้นพระองค์ทรงสั่งใช้บ่าวของพระองค์ตามสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงห้ามปรามพวกเขาจากสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์ทรงกำหนดบทบัญญัติตามที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงยกเลิก(บทบัญญัติ)ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ และจะไม่มีสำหรับพวกเจ้านอกเจ้าอัลลอฮ์เท่านั้น เป็นผู้คุ้มครอง ที่คอยดูแลกิจการของพวกเจ้า และก็จะไม่มีผู้ช่วยเหลือใดๆ ที่จะคอยปกป้องพวกเจ้าให้พ้นจากเภทภัย แต่อัลลอฮฺเท่านั้น คือ ผู้ทรงเป็นผู้ปกครองทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นผู้ทรงสามารถเหนือสิ่งนั้น
2:108Page 17
أَمۡ تُرِيدُونَ أَن تَسۡـَٔلُواْ رَسُولَكُمۡ كَمَا سُئِلَ مُوسَىٰ مِن قَبۡلُۗ وَمَن يَتَبَدَّلِ ٱلۡكُفۡرَ بِٱلۡإِيمَٰنِ فَقَدۡ ضَلَّ سَوَآءَ ٱلسَّبِيلِ ١٠٨
Or do you intend to ask1 your Messenger as Moses was asked before? And whoever exchanges faith for disbelief has certainly strayed from the soundness of the way.
มันไม่ใช่ธุระอะไรของพวกเจ้าเลย โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย การที่พวกเจ้าจะร้องขอต่อเราะสูลของพวกเจ้า (ซึ่งเป็นการขอในเชิงคัดค้านและดื้อดึง) เช่นเดียวกับที่กลุ่มชนของมูซาเคยร้องขอต่อนบีของพวกเขามาก่อนหน้านี้ ดังเช่นคำกล่าวของพวกเขาที่ว่า “จงให้เราเห็นอัลลอฮฺอย่างชัดแจ้งเถิด” (อันนิสาอฺ : 153) และผู้ใดที่แลกการศรัทธาด้วยการปฏิเสธนั้น แน่นอนเขาก็ได้หลงออกจากเส้นทางสายกลางซึ่งมันคือเส้นทางที่เที่ยงตรงนั่นเอง
2:109Page 17
وَدَّ كَثِيرٞ مِّنۡ أَهۡلِ ٱلۡكِتَٰبِ لَوۡ يَرُدُّونَكُم مِّنۢ بَعۡدِ إِيمَٰنِكُمۡ كُفَّارًا حَسَدٗا مِّنۡ عِندِ أَنفُسِهِم مِّنۢ بَعۡدِ مَا تَبَيَّنَ لَهُمُ ٱلۡحَقُّۖ فَٱعۡفُواْ وَٱصۡفَحُواْ حَتَّىٰ يَأۡتِيَ ٱللَّهُ بِأَمۡرِهِۦٓۗ إِنَّ ٱللَّهَ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ قَدِيرٞ ١٠٩
Many of the People of the Scripture wish they could turn you back to disbelief after you have believed, out of envy from themselves [even] after the truth has become clear to them. So pardon and overlook until Allāh delivers His command. Indeed, Allāh is over all things competent.
ชาวยิวและคริสเตียนนั้นหวังอย่างมากที่จะทำให้พวกเจ้ากลับเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาอีกครั้งภายหลังจากการศรัทธาของพวกเจ้า ดังเช่นที่พวกเจ้าเคยกราบไหว้เจว็ดต่างๆ ทั้งนี้เพราะความอิจฉาริษยาที่มาจากตัวของพวกเขาเอง ที่พวกยิวและคริสเตียนได้หวังกันนั้นก็ภายหลังจากที่ได้ประจักษ์แก่พวกเขาว่า สิ่งที่ท่านนบีได้นำพามันมานั้นเป็นความจริงที่มาจากอัลลอฮฺ ดังนั้นพวกเจ้า โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงให้อภัยต่อการกระทำของพวกเขาเถิด และจงข้ามพ้นไปจากความไม่รู้และความชั่วช้าที่อยู่ในใจของพวกเขา จนกว่าการตัดสินของอัลลอฮฺจะมายังพวกเขา (และแท้จริงคำสั่งและคำตัดสินของอัลลอฮฺอันนี้ได้มาแล้ว โดยที่ผู้ปฏิเสธศรัทธาจะถูกให้เลือกระหว่างอิสลาม หรือจ่ายส่วย หรือสงคราม) แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง ดังนั้นพวกเขาก็จะไม่สามารถทำให้พระองค์อ่อนแอลงได้
2:110Page 17
وَأَقِيمُواْ ٱلصَّلَوٰةَ وَءَاتُواْ ٱلزَّكَوٰةَۚ وَمَا تُقَدِّمُواْ لِأَنفُسِكُم مِّنۡ خَيۡرٖ تَجِدُوهُ عِندَ ٱللَّهِۗ إِنَّ ٱللَّهَ بِمَا تَعۡمَلُونَ بَصِيرٞ ١١٠
And establish prayer and give zakāh, and whatever good you put forward for yourselves - you will find it with Allāh. Indeed Allāh, of what you do, is Seeing.
พวกเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาดที่ครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยบรรดารุก่น สิ่งที่เป็นวายิบต่างๆ และสิ่งที่เป็นสุนนะฮฺของการละหมาด และจงชำระซะกาตทรัพย์สินของพวกเจ้าแก่ผู้ที่มีสิทธิได้รับมัน และไม่ว่าการงานที่ดีใดๆ ที่พวกเจ้ากระทำไว้ในชีวิตของพวกเจ้า ก่อนการตายของพวกเจ้า มันจะเป็นสินทรัพย์สำหรับตัวของพวกเจ้าเอง พวกเจ้าก็จะพบกับผลตอบแทนของมัน ณ ที่อัลลอฮฺในวันปรโลก ซึ่งพระองค์ก็จะทรงตอบแทนมันแก่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงเห็นในสิ่งที่พวกเจ้าปฏิบัติกันอยู่ แล้วพระองค์ก็จะทรงตอบแทนทุกคนตามการกระทำของเขา
2:111Page 17
وَقَالُواْ لَن يَدۡخُلَ ٱلۡجَنَّةَ إِلَّا مَن كَانَ هُودًا أَوۡ نَصَٰرَىٰۗ تِلۡكَ أَمَانِيُّهُمۡۗ قُلۡ هَاتُواْ بُرۡهَٰنَكُمۡ إِن كُنتُمۡ صَٰدِقِينَ ١١١
And they say, "None will enter Paradise except one who is a Jew or a Christian." That is [merely] their wishful thinking. Say, "Produce your proof, if you should be truthful."
และทุกๆ กลุ่มที่มาจากชาวยิวและคริสเตียนได้กล่าวว่า “แท้จริงแล้วสวรรค์มีไว้แค่เฉพาะพวกเขาเท่านั้น” แล้วชาวยิวก็กล่าวว่า “จะไม่มีใครเข้าสวรรค์นั้น นอกจากผู้ที่เป็นยิวเท่านั้น และชาวคริสเตียนกล่าวเช่นกันว่า “จะไม่มีใครเข้าสวรรค์นั้น นอกจากผู้ที่เป็นคริสเตียนเท่านั้น” นั่นคือความหวังที่ลมๆแล้งๆและความเพ้อฝันที่ไร้สาระของพวกเขา จงกล่าวเถิด โอ้เราะสูล เพื่อเป็นการโต้ตอบแก่พวกเขาว่า พวกท่านจงนำหลักฐานของพวกท่านมา ถึงสิ่งที่พวกท่านนั้นกำลังแอบอ้างมัน ถ้าพวกท่านเป็นผู้พูดจริงในการกล่าวอ้างของพวกท่าน
2:112Page 17
بَلَىٰۚ مَنۡ أَسۡلَمَ وَجۡهَهُۥ لِلَّهِ وَهُوَ مُحۡسِنٞ فَلَهُۥٓ أَجۡرُهُۥ عِندَ رَبِّهِۦ وَلَا خَوۡفٌ عَلَيۡهِمۡ وَلَا هُمۡ يَحۡزَنُونَ ١١٢
Yes, [on the contrary], whoever submits his face [i.e., self] in Islām to Allāh while being a doer of good will have his reward with his Lord. And no fear will there be concerning them, nor will they grieve.
แท้จริงคนที่จะได้เข้าสวรรค์นั้น คือ ผู้ที่มีเจตนาที่บริสุทธิ์ต่ออัลลอฮฺ เป็นผู้ที่มุ่งหน้าสู่พระองค์ และเขา (พร้อมกับความบริสุทธิ์ใจของเขา) ก็เป็นผู้กระทำความดีในการเคารพอิบาดะฮฺของเขาด้วยการปฏิบัติตามสิ่งที่เราะสูลได้นำมา ดังนั้นคนแบบนี้แหละคือผู้ที่จะได้เข้าสวรรค์ ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มใดก็ตาม และสำหรับเขาก็จะได้รับรางวัลของเขา ณ ที่พระผู้อภิบาลของเขา และจะไม่มีความกลัวใดๆ แก่พวกเขาในสิ่งที่พวกเขาจะต้องพบเจอในปรโลก และพวกเขาก็จะไม่เสียใจต่อสิ่งที่พวกเขาได้พลาดกันมาจากโลกดุนยา และมันคือคุณลัษณะที่ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ภายหลังจากการมาของท่านบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม เว้นเสียแต่ในหมู่คนมุสลิมเท่านั้น
2:113Page 18
وَقَالَتِ ٱلۡيَهُودُ لَيۡسَتِ ٱلنَّصَٰرَىٰ عَلَىٰ شَيۡءٖ وَقَالَتِ ٱلنَّصَٰرَىٰ لَيۡسَتِ ٱلۡيَهُودُ عَلَىٰ شَيۡءٖ وَهُمۡ يَتۡلُونَ ٱلۡكِتَٰبَۗ كَذَٰلِكَ قَالَ ٱلَّذِينَ لَا يَعۡلَمُونَ مِثۡلَ قَوۡلِهِمۡۚ فَٱللَّهُ يَحۡكُمُ بَيۡنَهُمۡ يَوۡمَ ٱلۡقِيَٰمَةِ فِيمَا كَانُواْ فِيهِ يَخۡتَلِفُونَ ١١٣
The Jews say, "The Christians have nothing [true] to stand on," and the Christians say, "The Jews have nothing to stand on," although they [both] recite the Scripture. Thus do those who know not [i.e., the polytheists] speak the same as their words. But Allāh will judge between them on the Day of Resurrection concerning that over which they used to differ.
และชาวยิวกล่าวว่า ชาวคริสต์นั้นมิได้ตั้งอยู่บนศาสนาที่ถูกต้อง และชาวคริสต์ก็กล่าว่า ชาวยิวมิได้ตั้งอยู่บนศาสนาที่ถูกต้อง และพวกเขาทั้งหมดต่างก็อ่านคัมภีร์ที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแก่พวกเขา เพื่อยืนยันถึงความสัตย์จริงในสิ่งที่พวกเขาปฏิเสธ และการสั่งใช้ให้ศรัทธาต่อบรรดานบีทุก ๆ คนโดยที่ไม่มีการแบ่งแยกกัน การกระทำของพวกเขานั้นมีความคล้ายคลึงกับคำกล่าวของบรรดาผู้ที่ไม่รู้จากบรรดาผู้ตั้งภาคีต่อพระองค์ ตอนที่พวกเขาทุกคนได้ปฏิเสธต่อบรรดาเราะสูล และต่อสิ่งที่พระองค์ได้ประทานลงมาให้แก่พวกเขาจากบรรดาคัมภีร์ต่าง ๆ และด้วยสิ่งนี้เองอัลลอฮ์จะทรงตัดสินระหว่างพวกที่ขัดแย้งกันทั้งหมดในวันกิยามะฮ์ ด้วยการตัดสินของพระองค์ที่ยุติธรรมที่พระองค์ได้เคยบอกกล่าวเกี่ยวกับมันแก่ปวงบ่าวของพระองค์ว่า “จะไม่มีชัยชนะเว้นเสียแต่ด้วยการศรัทธาต่อทุก ๆ สิ่งที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงประทานลงมา”
Text: Quranic Universal Library (Tarteel), via spa5k/tafsir_api (MIT), at a fixed version. The ayahs: Quran Foundation. Sources and licences