Al-MukhtasarAli 'Imran · 3:64–97

Al-Mukhtasar · Tafsir · in Thai

Ali 'Imran 3:64–97

3:64Page 58

قُلۡ يَٰٓأَهۡلَ ٱلۡكِتَٰبِ تَعَالَوۡاْ إِلَىٰ كَلِمَةٖ سَوَآءِۭ بَيۡنَنَا وَبَيۡنَكُمۡ أَلَّا نَعۡبُدَ إِلَّا ٱللَّهَ وَلَا نُشۡرِكَ بِهِۦ شَيۡـٔٗا وَلَا يَتَّخِذَ بَعۡضُنَا بَعۡضًا أَرۡبَابٗا مِّن دُونِ ٱللَّهِۚ فَإِن تَوَلَّوۡاْ فَقُولُواْ ٱشۡهَدُواْ بِأَنَّا مُسۡلِمُونَ ٦٤

Say, "O People of the Scripture, come to a word that is equitable between us and you - that we will not worship except Allāh and not associate anything with Him and not take one another as lords instead of Allāh."1 But if they turn away, then say, "Bear witness that we are Muslims [submitting to Him]."

จงกล่าวเถิด -โอ้ท่านเราะซูล- "โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ จากชาวยิวและชาวคริสต์ เรามารวมตัวกันบนคำสอนที่ยุติธรรมที่พวกเราต่างก็เหมือนกันเท่าเทียมในเรื่องนี้ นั่นคือ เราจะเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวและไม่เคารพสักการะพระองค์พร้อมกับสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์เท่านั้น แม้ว่าสิ่งนั้นจะมีฐานะที่สูงศักดิ์สักเพียงใดก็ตาม และพวกเราจะไม่ยึดเอาระหว่างพวกเราซึ่งกันและกัน เป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์" และหากพวกเขาผินหลังให้กับสิ่งที่เจ้าเรียกร้องจากความถูกต้องและความยุติธรรม ดังนั้น จงกล่าวแก่พวกเขา -โอ้ บรรดาผู้ศรัทธา- "พวกเจ้า (ชาวคัมภีร์) จงเป็นพยาน แท้จริงพวกเราเป็นผู้จำนนต่ออัลลอฮ์เชื่อฟังพระองค์โดยการปฏิบัติตาม"

3:65Page 58

يَٰٓأَهۡلَ ٱلۡكِتَٰبِ لِمَ تُحَآجُّونَ فِيٓ إِبۡرَٰهِيمَ وَمَآ أُنزِلَتِ ٱلتَّوۡرَىٰةُ وَٱلۡإِنجِيلُ إِلَّا مِنۢ بَعۡدِهِۦٓۚ أَفَلَا تَعۡقِلُونَ ٦٥

O People of the Scripture, why do you argue about Abraham while the Torah and the Gospel were not revealed until after him? Then will you not reason?

โอ้บรรดาผู้ได้รับคำภีร์เพราะเหตุใดเล่า พวกเจ้าจึงโต้เถียงในเรื่องศาสนาของอิบรอฮีม อลัยฮิสสลาม?บรรดาชาวยิวอ้างว่า แท้จริงอิบรอฮีมนั้นเป็นยิว และบรรดาคริสต์อ้างว่าแท้จริงเขาเป็นคริสต์ ทั้งที่พวกเจ้าก็รู้ว่าศาสนายิวและศาสนาคริสต์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเว้นแต่หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปนานแล้ว พวกเจ้าไม่สามารถที่ใช้สติปัญญาของพวกเจ้าได้เลยหรือที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเจ้าอ้างนั้นมันไม่จริง มันผิดมันไม่ถูกต้อง?!

3:66Page 58

هَٰٓأَنتُمۡ هَٰٓؤُلَآءِ حَٰجَجۡتُمۡ فِيمَا لَكُم بِهِۦ عِلۡمٞ فَلِمَ تُحَآجُّونَ فِيمَا لَيۡسَ لَكُم بِهِۦ عِلۡمٞۚ وَٱللَّهُ يَعۡلَمُ وَأَنتُمۡ لَا تَعۡلَمُونَ ٦٦

Here you are - those who have argued about that of which you have [some] knowledge, but why do you argue about that of which you have no knowledge? And Allāh knows, while you know not.

โอ้ พวกเจ้าทั้งหลาย -โอ้ชาวผู้ได้รับคำภีร์- พวกเจ้าได้โต้เถียงต่อท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ในสิ่งที่พวกเจ้ามีความรู้ในเรื่องศาสนาของพวกเจ้าและในสิ่งที่ประทานลงมายังพวกเจ้า แล้วเหตุไฉนเล่า พวกเจ้าจึงโต้เถียงกันในสิ่งที่พวกเจ้าไม่มีความรู้ ที่เกี่ยวกับอิบรอฮีมและศาสนาของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีในคำภีร์ของพวกเจ้า และเป็นสิ่งที่บรรดานบีของพวกเจ้าก็ไม่ได้นำมา? และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ถึงความจริงของแต่ละสิ่งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย แต่พวกเจ้านั้นไม่รู้

3:67Page 58

مَا كَانَ إِبۡرَٰهِيمُ يَهُودِيّٗا وَلَا نَصۡرَانِيّٗا وَلَٰكِن كَانَ حَنِيفٗا مُّسۡلِمٗا وَمَا كَانَ مِنَ ٱلۡمُشۡرِكِينَ ٦٧

Abraham was neither a Jew nor a Christian, but he was one inclining toward truth, a Muslim [submitting to Allāh]. And he was not of the polytheists.1

อิบรอฮีมไม่เคยนับถือศาสนายิวและไม่เคยเป็นคริสต์ แต่ทว่าเขาเป็นผู้ที่ออกห่างจากศาสนาที่เป็นเท็จ เป็นมุสลิมที่จำนนต่ออัลลอฮ์ เป็นผู้ที่ศรัทธาในเอกภาพของพระองค์ และเขาก็ไม่เคยอยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคีต่อพระองค์ ดังที่พวกมุชริกีน(ผู้ตั้งภาคี)ชาวอาหรับอ้างไว้

3:68Page 58

إِنَّ أَوۡلَى ٱلنَّاسِ بِإِبۡرَٰهِيمَ لَلَّذِينَ ٱتَّبَعُوهُ وَهَٰذَا ٱلنَّبِيُّ وَٱلَّذِينَ ءَامَنُواْۗ وَٱللَّهُ وَلِيُّ ٱلۡمُؤۡمِنِينَ ٦٨

Indeed, the most worthy of Abraham among the people are those who followed him [in submission to Allāh] and this prophet [i.e., Muḥammad (ﷺ)] and those who believe [in his message]. And Allāh is the Ally1 of the believers.

แท้จริงแล้ว คนที่มีสิทธิมากที่สุดที่จะถือว่าตนเองเป็นคนที่ไกล้ชิดกับอิบราฮิมนั้น คือผู้ที่ปฏิบัติตามศาสนาที่เขานำมาในสมัยของเขา และบรรดาผู้มีสิทธิมากที่สุดที่จะทำเช่นนั้นคือนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม และบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อท่านในหมู่ประชาชาตินี้ และอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ช่วยเหลือและผู้คุ้มครองบรรดาผู้ศรัทธาต่อพระองค์

3:69Page 58

وَدَّت طَّآئِفَةٞ مِّنۡ أَهۡلِ ٱلۡكِتَٰبِ لَوۡ يُضِلُّونَكُمۡ وَمَا يُضِلُّونَ إِلَّآ أَنفُسَهُمۡ وَمَا يَشۡعُرُونَ ٦٩

A faction of the People of the Scripture wish they could mislead you. But they do not mislead except themselves, and they perceive [it] not.

โอ้ผู้ศรัทธาเอ๋ย บรรดาผู้รู้ของชาวยิวและชาวคริสต์มีความปรารถนาที่จะให้พวกเจ้าหลงจากความจริงที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้ทางนำแก่พวกเจ้า และพวกเขาจะไม่ทำให้ใครหลง นอกจากตัวของพวกเขาเอง เนื่องจากการพยายามของพวกเขาในการทำให้ผู้ศรัทธาหลงนั้นจะเพิ่มความหลงแก่พวกเขา แต่พวกเขาไม่รู้ถึงผลลัพธ์จากการกระทำของพวกเขา

3:70Page 58

يَٰٓأَهۡلَ ٱلۡكِتَٰبِ لِمَ تَكۡفُرُونَ بِـَٔايَٰتِ ٱللَّهِ وَأَنتُمۡ تَشۡهَدُونَ ٧٠

O People of the Scripture, why do you disbelieve in the verses of Allāh1 while you witness [to their truth]?

โอ้ผู้ที่ได้รับคัมภีร์ทั้งหลายจากชาวยิวและชาวคริสต์ เพราะเหตุใดพวกเจ้าจึงปฏิเสธบรรดาโองการของอัลลอฮ์ที่ประทานลงมายังพวกเจ้า และในนั้นมีสิ่งที่บ่งชี้ถึงการเป็นนบีของมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ทั้งๆที่พวกเจ้าเองเป็นพยานที่ยืนยันว่า มันคือความจริงซึ่งคำภีร์ของพวกเจ้าได้บ่งบอกไว้?!

3:71Page 59

يَٰٓأَهۡلَ ٱلۡكِتَٰبِ لِمَ تَلۡبِسُونَ ٱلۡحَقَّ بِٱلۡبَٰطِلِ وَتَكۡتُمُونَ ٱلۡحَقَّ وَأَنتُمۡ تَعۡلَمُونَ ٧١

O People of the Scripture, why do you mix [i.e., confuse] the truth with falsehood and conceal the truth while you know [it]?

โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ทั้งหลาย เพราะเหตุใดพวกเจ้าจึงปะปนความจริงที่ประทานลงมาในคำภีร์ของพวกเจ้า ด้วยความเท็จที่มาจากพวกเจ้า และปกปิดในสิ่งที่เป็นความจริงและทางนำไว้ และหนึ่งในนั้น(ที่ถุูกปกปิด)คือวามจริงของการเป็นนบีของมูฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ทั้งๆ ที่พวกเจ้าเองรู้ว่า อะไรคือความจริงอะไรคือความเท็จและอะไรคือทางนำอะไรคือทางหลง?!

3:72Page 59

وَقَالَت طَّآئِفَةٞ مِّنۡ أَهۡلِ ٱلۡكِتَٰبِ ءَامِنُواْ بِٱلَّذِيٓ أُنزِلَ عَلَى ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ وَجۡهَ ٱلنَّهَارِ وَٱكۡفُرُوٓاْ ءَاخِرَهُۥ لَعَلَّهُمۡ يَرۡجِعُونَ ٧٢

And a faction of the People of the Scripture say [to each other], "Believe in that which was revealed to the believers at the beginning of the day and reject it at its end that perhaps they will return [i.e., abandon their religion],

และกลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้รู้ของชาวยิวได้กล่าวว่า "พวกเจ้าจงศรัทธาแค่ภายนอกด้วยอัลกุรอ่านที่ถูกประทานแก่บรรดาผู้ศรัทธาในยามแรกของกลางวัน (เช้า) และจงปฏิเสธในยามสุดท้ายของมัน (เย็น) เพื่อว่าพวกเขาจะได้เกิดการสงสัยต่อศาสนาของพวกเขา เนื่องด้วยการปฏิเสธของพวกเจ้าหลังจากที่พวกเจ้าศรัทธาแล้วพวกเขาจะได้ละทิ้งศาสนานั้นไป ด้วยการที่พวกเขากล่าวว่า "พวกเขามีความรอบรู้มากกว่าเราเกี่ยวกับคัมภีร์ของอัลลอฮ์ พวกเขายังทิ้งศาสนานี้เลย"

3:73Page 59

وَلَا تُؤۡمِنُوٓاْ إِلَّا لِمَن تَبِعَ دِينَكُمۡ قُلۡ إِنَّ ٱلۡهُدَىٰ هُدَى ٱللَّهِ أَن يُؤۡتَىٰٓ أَحَدٞ مِّثۡلَ مَآ أُوتِيتُمۡ أَوۡ يُحَآجُّوكُمۡ عِندَ رَبِّكُمۡۗ قُلۡ إِنَّ ٱلۡفَضۡلَ بِيَدِ ٱللَّهِ يُؤۡتِيهِ مَن يَشَآءُۗ وَٱللَّهُ وَٰسِعٌ عَلِيمٞ ٧٣

And do not trust except those who follow your religion." Say, "Indeed, the [true] guidance is the guidance of Allāh. [Do you fear] lest someone be given [knowledge] like you were given or that they would [thereby] argue with you before your Lord?" Say, "Indeed, [all] bounty is in the hand1 of Allāh - He grants it to whom He wills. And Allāh is all-Encompassing and Wise."

พวกเขายังกล่าวอีกว่า “พวกเจ้าจงอย่าเชื่อและปฏิบัติตามเว้นแต่ผู้ที่นับถือศาสนาของคุณ” จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดว่า “แท้จริงการชี้นำไปสู่สัจธรรมที่แท้จริงคือการชี้นำของอัลลอฮ์ ไม่ใช่การโกหกและการปฏิเสธที่พวกเจ้ากำลังกระทำอยู่ เพราะกลัวว่าจะมีผู้อื่นได้รับความโปรดปรานตามที่ได้ประทานแก่พวกเจ้า หรือเพราะกลัวว่าพวกเขาจะเอาชนะการโต้แย้งของพวกเจ้าต่อหน้าพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ถ้าพวกเจ้ายอมรับสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเขา" จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดว่า “แท้จริงความโปรดปรานอยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮ์ พระองค์มีสิทธิที่จะมอบให้ใครก็ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ท่ามกลางปวงบ่าวของพระองค์ ซึ่งความโปรดปรานของพระองค์ไม่ได้มอบให้กับบางคนเท่านั้น ในขณะที่คนอื่นไม่ได้รับ โดยที่อัลลอฮ์ทรงกว้างขวางในความโปรดปราน โดยทรงรู้ว่าผู้ใดสมควรได้รับมัน"

3:74Page 59

يَخۡتَصُّ بِرَحۡمَتِهِۦ مَن يَشَآءُۗ وَٱللَّهُ ذُو ٱلۡفَضۡلِ ٱلۡعَظِيمِ ٧٤

He selects for His mercy whom He wills. And Allāh is the possessor of great bounty.

พระองค์ทรงเจาะจงความเอ็นดูเมตตาของพระองค์แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์นั้นทรงโปรดปรานด้วยการให้ทางนำ การเป็นนบีและการให้ที่หลากหลาย และอัลลอฮ์ทรงเป็นเจ้าแห่งโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่ ที่ไม่มีขอบเขตในความโปรดปราณนั้น

3:75Page 59

۞ وَمِنۡ أَهۡلِ ٱلۡكِتَٰبِ مَنۡ إِن تَأۡمَنۡهُ بِقِنطَارٖ يُؤَدِّهِۦٓ إِلَيۡكَ وَمِنۡهُم مَّنۡ إِن تَأۡمَنۡهُ بِدِينَارٖ لَّا يُؤَدِّهِۦٓ إِلَيۡكَ إِلَّا مَا دُمۡتَ عَلَيۡهِ قَآئِمٗاۗ ذَٰلِكَ بِأَنَّهُمۡ قَالُواْ لَيۡسَ عَلَيۡنَا فِي ٱلۡأُمِّيِّـۧنَ سَبِيلٞ وَيَقُولُونَ عَلَى ٱللَّهِ ٱلۡكَذِبَ وَهُمۡ يَعۡلَمُونَ ٧٥

And among the People of the Scripture is he who, if you entrust him with a great amount [of wealth], he will return it to you. And among them is he who, if you entrust him with a [single] coin, he will not return it to you unless you are constantly standing over him [demanding it]. That is because they say, "There is no blame upon us concerning the unlearned."1 And they speak untruth about Allāh while they know [it].

และจากหมู่ผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้น มีผู้ที่หากเจ้าฝากเขาไว้ซึ่งทรัพย์สมบัติอันมากมายเขาก็จะคืนมันแก่เจ้า และจากหมู่พวกเขานั้นมีผู้ที่หากเจ้าฝากเขาไว้ซึ่งทรัพย์สินที่น้อยนิด พวกเขาก็จะไม่ส่งคืนแก่เจ้าในสิ่งที่ฝากไว้นอกจากเจ้าจะยืนเฝ้าทวงเขาอยู่เท่านั้น นั่นก็เพราะคำกล่าวของพวกเขาและความคิดที่ไม่ดีของพวกเขาที่ว่า "ไม่มีบาปอะไรสำหรับพวกเราในการที่จะกินทรัพย์สินของชาวอาหรับ เพราะอัลลอฮ์ได้อนุญาตแก่พวกเราแล้ว" พวกเขากล่าวความเท็จ และพวกเขารู้ว่ากำลังใส่ร้ายต่ออัลลอฮ์

3:76Page 59

بَلَىٰۚ مَنۡ أَوۡفَىٰ بِعَهۡدِهِۦ وَٱتَّقَىٰ فَإِنَّ ٱللَّهَ يُحِبُّ ٱلۡمُتَّقِينَ ٧٦

But yes, whoever fulfills his commitment and fears Allāh - then indeed, Allāh loves those who fear Him.

ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่อย่างที่พวกเขาคิด พวกเขายังคงเป็นคนบาป แต่ผู้ใดที่เต็มใจที่จะรักษาสัญญาของเขากับอัลลอฮ์จากการศรัทธาของพวกเขาที่มีต่อพระองค์และต่อบรรดารอสูลของพระองค์ และปฏิบัติตามสัญญาที่ให้กับเพื่อนมนุษย์โดยรับผิดชอบสิ่งที่ได้รับมอบหมาย และเกรงกลัวอัลลอฮ์โดยรักษาบัญญัติของพระองค์และหลีกเลี่ยงข้อห้ามของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้ยำเกรงทั้งหลาย และจะให้รางวัลที่ดีที่สุดแก่พวกเขา

3:77Page 59

إِنَّ ٱلَّذِينَ يَشۡتَرُونَ بِعَهۡدِ ٱللَّهِ وَأَيۡمَٰنِهِمۡ ثَمَنٗا قَلِيلًا أُوْلَٰٓئِكَ لَا خَلَٰقَ لَهُمۡ فِي ٱلۡأٓخِرَةِ وَلَا يُكَلِّمُهُمُ ٱللَّهُ وَلَا يَنظُرُ إِلَيۡهِمۡ يَوۡمَ ٱلۡقِيَٰمَةِ وَلَا يُزَكِّيهِمۡ وَلَهُمۡ عَذَابٌ أَلِيمٞ ٧٧

Indeed, those who exchange the covenant of Allāh and their [own] oaths for a small price will have no share in the Hereafter, and Allāh will not speak to them or look at them on the Day of Resurrection, nor will He purify them; and they will have a painful punishment.

แท้จริงบรรดาผู้ที่เปลี่ยนแปลงคำสั่งเสียของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเขา โดยการปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ประทานลงมาในคัมภีร์ของพระองค์ และสิ่งที่บรรดาเราะสูลได้นำมา และเปลี่ยนแปลงคำสาบานของพวกเขาที่พวกเขาสัญญากับอัลลอฮ์ เพียงเพื่อความเพลิดเพลินเล็กน้อยทางโลก โดยที่พวกเขาจะไม่ได้รับส่วนแบ่งใด ๆ ที่เป็นรางวัลในปรโลก และอัลลอฮ์จะไม่พูดกับพวกเขาด้วยสิ่งที่ทำให้พวกเขามีความสุข และจะไม่มองดูพวกเขาด้วยความเมตตาในวันกิยามะฮ์ และจะไม่ทำให้พวกเขาสะอาดจากความผิดบาปและการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาและสำหรับพวกเขาคือการลงโทษอันเจ็บปวด

3:78Page 60

وَإِنَّ مِنۡهُمۡ لَفَرِيقٗا يَلۡوُۥنَ أَلۡسِنَتَهُم بِٱلۡكِتَٰبِ لِتَحۡسَبُوهُ مِنَ ٱلۡكِتَٰبِ وَمَا هُوَ مِنَ ٱلۡكِتَٰبِ وَيَقُولُونَ هُوَ مِنۡ عِندِ ٱللَّهِ وَمَا هُوَ مِنۡ عِندِ ٱللَّهِۖ وَيَقُولُونَ عَلَى ٱللَّهِ ٱلۡكَذِبَ وَهُمۡ يَعۡلَمُونَ ٧٨

And indeed, there is among them a party who alter the Scripture with their tongues so you may think it is from the Scripture, but it is not from the Scripture. And they say, "This is from Allāh," but it is not from Allāh. And they speak untruth about Allāh while they know.

แท้จริงในชาวยิวนั้นมีกลุ่มหนึ่งที่บิดลิ้นของพวกเขาโดยการกล่าวสิ่งที่ไม่ได้มาจากคัมภีร์อัตเตารอตที่ถูกประทานลงมา เพื่อต้องการให้พวกเจ้าคิดว่า "พวกเขากำลังอ่านคัมภีร์อัตเตารอต" ทั้งที่มันไม่ได้มาจากอัตเตารอต แต่มันคือความเท็จที่พวกเขาประดิษฐ์ขึ้นมาต่ออัลลอฮ์ พวกเขากล่าวว่า "สิ่งที่เราอ่านนั้นเป็นสิ่งที่ถูกประทานลงมาจากอัลลอฮ์" ทั้งที่มันไม่ได้มาจากอัลลอฮ์ พวกเขากล่าวเท็จต่ออัลลอฮ์ ทั้งที่พวกเขาเองก็รู้ว่าพวกเขากำลังโกหกต่ออัลลอฮ์และต่อบรรดารอสูลของพระองค์

3:79Page 60

مَا كَانَ لِبَشَرٍ أَن يُؤۡتِيَهُ ٱللَّهُ ٱلۡكِتَٰبَ وَٱلۡحُكۡمَ وَٱلنُّبُوَّةَ ثُمَّ يَقُولَ لِلنَّاسِ كُونُواْ عِبَادٗا لِّي مِن دُونِ ٱللَّهِ وَلَٰكِن كُونُواْ رَبَّٰنِيِّـۧنَ بِمَا كُنتُمۡ تُعَلِّمُونَ ٱلۡكِتَٰبَ وَبِمَا كُنتُمۡ تَدۡرُسُونَ ٧٩

It is not for a human [prophet]1 that Allāh should give him the Scripture2 and authority and prophethood and then he would say to the people, "Be servants to me rather than Allāh," but [instead, he would say], "Be pious scholars of the Lord because of what you have taught of the Scripture and because of what you have studied."

เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสำหรับมนุษย์ธรรมดาคนใดคนหนึ่งที่อัลลอฮ์ได้ประทานคัมภีร์ให้แก่เขา และได้มอบปัจจัยแห่งความรู้ความเข้าใจแก่เขา และทรงเลือกเขาให้เป็นนบี แล้วจากนั้นเขาได้กล่าวแก่มนุษย์ว่า “จงเป็นบ่าวของฉันแทนอัลลอฮ์เถิด” แต่เขาควรที่จะกล่าวว่า “จงเป็นนักปราชญ์ที่ปฏิบัติตนและสั่งสอนผู้อื่นและแก้ไขปัญหาของพวกเขา ด้วยการเผยสอนของพวกเจ้าซึ่งคัมภีร์ต่อมนุษย์ และที่พวกเจ้าได้ศึกษาเรียนรู้ ทั้งการท่องจำ และเข้าใจ”

3:80Page 60

وَلَا يَأۡمُرَكُمۡ أَن تَتَّخِذُواْ ٱلۡمَلَٰٓئِكَةَ وَٱلنَّبِيِّـۧنَ أَرۡبَابًاۚ أَيَأۡمُرُكُم بِٱلۡكُفۡرِ بَعۡدَ إِذۡ أَنتُم مُّسۡلِمُونَ ٨٠

Nor could he order you to take the angels and prophets as lords. Would he order you to disbelief after you had been Muslims?

และสิ่งที่ไม่ควรแก่พวกเขาเช่นกัน คือการสั่งให้พวกเจ้ายึดเอามลาอีกะฮ์และบรรดานบีเป็นพระเจ้าเคารพสักการะแทนอัลลอฮ์ เป็นที่อนุญาตสำหรับเขาหรือที่จะสั่งให้พวกเจ้าปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์หลังจากที่พวกเจ้าได้ศรัทธาและได้จำนนต่อพระองค์?!"

3:81Page 60

وَإِذۡ أَخَذَ ٱللَّهُ مِيثَٰقَ ٱلنَّبِيِّـۧنَ لَمَآ ءَاتَيۡتُكُم مِّن كِتَٰبٖ وَحِكۡمَةٖ ثُمَّ جَآءَكُمۡ رَسُولٞ مُّصَدِّقٞ لِّمَا مَعَكُمۡ لَتُؤۡمِنُنَّ بِهِۦ وَلَتَنصُرُنَّهُۥۚ قَالَ ءَأَقۡرَرۡتُمۡ وَأَخَذۡتُمۡ عَلَىٰ ذَٰلِكُمۡ إِصۡرِيۖ قَالُوٓاْ أَقۡرَرۡنَاۚ قَالَ فَٱشۡهَدُواْ وَأَنَا۠ مَعَكُم مِّنَ ٱلشَّٰهِدِينَ ٨١

And [recall, O People of the Scripture], when Allāh took the covenant of the prophets, [saying], "Whatever I give you of the Scripture and wisdom and then there comes to you a messenger confirming what is with you, you [must] believe in him and support him." [Allāh] said, "Have you acknowledged and taken upon that My commitment?"1 They said, "We have acknowledged it." He said, "Then bear witness, and I am with you among the witnesses."

จงรำลึกเถิด -โอ้ท่านเราะสูล- ขณะที่อัลลอฮ์ทรงรับพันธสัญญาที่หนักแน่นกับรรดาท่านนบี โดยกล่าวแก่พวกเขาว่า "แม้ว่าเราจะมอบให้แก่พวกเจ้าซึ่งคัมภีร์ที่ประทานลงมาแก่พวกเจ้า และความเข้าใจที่ข้าได้สอนพวกเจ้า และบางคนได้บรรลุถึงสถานะหรืออยู่ในระดับที่สูง และแล้วได้มีเราะสูลท่านหนึ่งจากฉันไปยังพวกเจ้า -เขาคือมูฮัมมัด ศ็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม- เป็นการยืนยันถึงสิ่งที่มีอยู่กับพวกเจ้าในคัมภีร์และความเข้าใจ พวกเจ้าจะต้องศรัทธาต่อสิ่งที่เขานำมา และพวกเจ้าจะต้องให้การช่วยเหลือเขาด้วยการปฏิบัติตามเขา พวกเจ้าจะยืนยันและยอมรับต่อพันธสัญญาที่หนักแน่นนั้นหรือไม่ -โอ้ บรรดานบีเอ๋ย-? พวกเขาตอบว่า "เรายอมรับ" อัลลอฮทรงตรัสต่อว่า "พวกเจ้าจงเป็นพยานแก่ตัวของพวกเจ้าเองและแก่ประชาชาติของพวกเจ้าและฉัน(อัลลอฮ์)พร้อมกับพวกเจ้าอยู่ในหมู่ผู้เป็นพยานเป็นพยานต่อพวกเจ้าและต่อประชาชาติของพวกเจ้า)

3:82Page 60

فَمَن تَوَلَّىٰ بَعۡدَ ذَٰلِكَ فَأُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡفَٰسِقُونَ ٨٢

And whoever turned away after that - they were the defiantly disobedient.

ดังนั้นผู้ใดที่ผินหลังให้หลังจากการทำพันธสัญญานี้ด้วยการมีอัลลอฮ์และบรรดารอสูลของพระองค์เป็นพยานแล้ว พวกเขาเหล่านั้นคือกลุ่มชนที่ได้ออกจากศาสนาของอัลลอฮ์และออกจากการเชื่อฟังพระองค์

3:83Page 60

أَفَغَيۡرَ دِينِ ٱللَّهِ يَبۡغُونَ وَلَهُۥٓ أَسۡلَمَ مَن فِي ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضِ طَوۡعٗا وَكَرۡهٗا وَإِلَيۡهِ يُرۡجَعُونَ ٨٣

So is it other than the religion of Allāh they desire, while to Him have submitted [all] those within the heavens and earth, willingly or by compulsion, and to Him they will be returned?

บรรดาผู้ที่ละทิ้งศาสนาของอัลลอฮ์และละทิ้งการเชื่อฟังต่อพระองค์ พวกเขาแสวงหาศาสนาอื่นนอกเหนือจากศาสนาที่อัลลอฮ์ได้เลือกไว้สำหรับปวงบ่าวของพระองค์ (เช่น อิสลาม) กระนั้นหรือ?! และสำหรับพระองค์ - ซุบฮานะฮู - ทุกสิ่งในชั้นฟ้าทั้งหลายและในแผ่นดินต่างก็ยอมจำนน ทั้งด้วยความสมัครใจ เช่นเหล่าบรรดาผู้ศรัทธา และด้วยการถูกบังคับ เช่นเหล่าบรรดาผู้ปฏิเสธทั้งหลาย แด่พระองค์เท่านั้นคือจุดหมายที่ทุกสิ่งที่ถูกสร้างจะถูกนำกลับไปในวันกิยามะฮ์เพื่อรับการพิจารณาการกระทำและรับรางวัลของพวกเขา

3:84Page 61

قُلۡ ءَامَنَّا بِٱللَّهِ وَمَآ أُنزِلَ عَلَيۡنَا وَمَآ أُنزِلَ عَلَىٰٓ إِبۡرَٰهِيمَ وَإِسۡمَٰعِيلَ وَإِسۡحَٰقَ وَيَعۡقُوبَ وَٱلۡأَسۡبَاطِ وَمَآ أُوتِيَ مُوسَىٰ وَعِيسَىٰ وَٱلنَّبِيُّونَ مِن رَّبِّهِمۡ لَا نُفَرِّقُ بَيۡنَ أَحَدٖ مِّنۡهُمۡ وَنَحۡنُ لَهُۥ مُسۡلِمُونَ ٨٤

Say, "We have believed in Allāh and in what was revealed to us and what was revealed to Abraham, Ishmael, Isaac, Jacob, and the Descendants [al-Asbāṭ], and in what was given to Moses and Jesus and to the prophets from their Lord. We make no distinction between any of them, and we are Muslims [submitting] to Him."

จงกล่าวเถิด -โอ้ท่านเราะซูล- พวกเราศรัทธาต่ออัลลอฮ์เป็นพระเจ้าและปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของพระองค์และพวกเราศรัทธาในวะหฺยูที่พระองค์ประทานลงมายังพวกเราและในสิ่งที่พระองค์ประทานลงมายังนบีอิบรอฮีม อิสมาอีล อิสหากและยะอฺกูบและศรัทธาในสิ่งที่พระองค์ประทานแก่บุตรของยะอฺกูบและในสิ่งที่มอบให้แก่มูซา อีชาและบรรดานบีทั้งหลาย ที่เป็นคัมภีร์และโองการต่างๆ ที่มาจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา โดยที่ไม่ได้แบ่งแยกระหว่างพวกเขา ด้วยการศรัทธาต่อบางท่าน และปฏิเสธกับอีกบางท่าน และพวกเรานอบน้อมต่ออัลลอฮเพียงองค์เดียวและยอมจำนนตัวต่ออัลลอฮฺ

3:85Page 61

وَمَن يَبۡتَغِ غَيۡرَ ٱلۡإِسۡلَٰمِ دِينٗا فَلَن يُقۡبَلَ مِنۡهُ وَهُوَ فِي ٱلۡأٓخِرَةِ مِنَ ٱلۡخَٰسِرِينَ ٨٥

And whoever desires other than Islām as religion - never will it be accepted from him, and he, in the Hereafter, will be among the losers.

และผู้ใดที่แสวงหาศาสนาอื่นจากศาสนาที่อัลลอฮ์ทรงยอมรับ นั่นคือศาสนาอิสลาม อัลลอฮ์จะไม่ยอมรับศาสนานั้นจากพวกเขา และในวันปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุนด้วยตัวของพวกเขาเองโดยการทำให้ตัวเองเข้านรก

3:86Page 61

كَيۡفَ يَهۡدِي ٱللَّهُ قَوۡمٗا كَفَرُواْ بَعۡدَ إِيمَٰنِهِمۡ وَشَهِدُوٓاْ أَنَّ ٱلرَّسُولَ حَقّٞ وَجَآءَهُمُ ٱلۡبَيِّنَٰتُۚ وَٱللَّهُ لَا يَهۡدِي ٱلۡقَوۡمَ ٱلظَّٰلِمِينَ ٨٦

How shall Allāh guide a people who disbelieved after their belief and had witnessed that the Messenger is true and clear signs had come to them? And Allāh does not guide the wrongdoing people.

อัลลอฮ์จะทรงชี้นำสู่การศรัทธาต่อพระองค์และต่อรอสูลของพระองค์ได้อย่างไร? แก่ผู้ซึ่งเคยศรัทธาต่ออัลลอฮฺ์ และปฏิญาณตนว่า "แท้จริงสิ่งที่เราะซูลนำมานั้นเป็นความจริง" และได้มีหลักฐานต่าง ๆ อันชัดแจ้งมายังพวกเขาด้วย และอัลลอฮฺ์จะไม่ทรงชี้นำสู้การศรัทธาต่อพระองค์ ซึ่งกลุ่มชนที่อธรรม ผู้ที่เลือกทางที่หลงแลกกับทางที่ถูก

3:87Page 61

أُوْلَٰٓئِكَ جَزَآؤُهُمۡ أَنَّ عَلَيۡهِمۡ لَعۡنَةَ ٱللَّهِ وَٱلۡمَلَٰٓئِكَةِ وَٱلنَّاسِ أَجۡمَعِينَ ٨٧

Those - their recompense will be that upon them is the curse of Allāh and the angels and the people, all together,

แท้จริงการลงโทษของบรรดาผู้ที่อธรรมที่เลือกความเท็จ สำหรับพวกเขาคือการสาปแช่งจากอัลลอฮ์และบรรดามลาอิกะฮ์และมนุษย์ทั้งหลาย ดังนั้นพวกเขาเป็นผู้ที่ถูกขับไล่ ให้ออกห่างจากความเมตตาของอัลลอฮ์

3:88Page 61

خَٰلِدِينَ فِيهَا لَا يُخَفَّفُ عَنۡهُمُ ٱلۡعَذَابُ وَلَا هُمۡ يُنظَرُونَ ٨٨

Abiding eternally therein. The punishment will not be lightened for them, nor will they be reprieved,

พวกเขาพำนักอยู่ในไฟนรกตลอดกาลโดยที่พวกเขาไม่สามารถออกได้ โดยที่การลงโทษนั้นจะไม่ถูกผ่อนปรนแก่ตัวเขา และพวกเขาจะไม่ได้รับเวลาเพื่อการสำนึกผิดหรือขอโทษ

3:89Page 61

إِلَّا ٱلَّذِينَ تَابُواْ مِنۢ بَعۡدِ ذَٰلِكَ وَأَصۡلَحُواْ فَإِنَّ ٱللَّهَ غَفُورٞ رَّحِيمٌ ٨٩

Except for those who repent after that1 and correct themselves. For indeed, Allāh is Forgiving and Merciful.

นอกจากบรรดาผู้สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวสู่อัลลอฮ์หลังจากที่พวกเขาปฏิเสธศรัทธาและอธรรม และพวกเขาปรับปรุงตัวเองในการงานของพวกเขาให้ดีขึ้น แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยสำหรับบ่าวที่กลับตัว ผู้ทรงเมตตาเสมอ

3:90Page 61

إِنَّ ٱلَّذِينَ كَفَرُواْ بَعۡدَ إِيمَٰنِهِمۡ ثُمَّ ٱزۡدَادُواْ كُفۡرٗا لَّن تُقۡبَلَ تَوۡبَتُهُمۡ وَأُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلضَّآلُّونَ ٩٠

Indeed, those who disbelieve [i.e., reject the message] after their belief and then increase in disbelief - never will their [claimed] repentance be accepted, and they are the ones astray.

แท้จริงบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาหลังจากที่พวกเขาได้ศรัทธาแล้ว แล้วยังได้ทวีการปฏิเสธ จนกระทั้งได้เสียชีวิตไป การสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวในขณะความตายได้มาเยือนนั้นจะไม่ถูกตอบรับเป็นอันขาด เนื่องด้วยเวลาของการสำนึกผิดนั้นได้หมดไปแล้ว และชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่หลงทางจากเส้นทางที่เที่ยงตรงที่นำไปสู่อัลลอฮ์

3:91Page 61

إِنَّ ٱلَّذِينَ كَفَرُواْ وَمَاتُواْ وَهُمۡ كُفَّارٞ فَلَن يُقۡبَلَ مِنۡ أَحَدِهِم مِّلۡءُ ٱلۡأَرۡضِ ذَهَبٗا وَلَوِ ٱفۡتَدَىٰ بِهِۦٓۗ أُوْلَٰٓئِكَ لَهُمۡ عَذَابٌ أَلِيمٞ وَمَا لَهُم مِّن نَّٰصِرِينَ ٩١

Indeed, those who disbelieve and die while they are disbelievers - never would the [whole] capacity of the earth in gold be accepted from one of them if he would [seek to] ransom himself with it. For those there will be a painful punishment, and they will have no helpers.

แท้จริงบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาและพวกเขาได้ตายไปในขณะที่พวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น ทองเต็มแผ่นดินก็จะไม่ถูกตอบรับจากคนใดในพวกเขาเป็นอันขาด และแม้ว่าเขาจะใช้ทองนั้นไถ่ตัวเขาให้พ้นจากไฟนรกก็ตาม ชนเหล่านี้แหละสำหรับพวกเขานั้น คือการลงโทษอันเจ็บปวดและไม่มีผู้ใดที่จะช่วยเหลือปกป้องพวกเขาให้พ้นจากบทลงโทษของอัลลอฮได้ในวันกียามะฮ์

3:92Page 62

لَن تَنَالُواْ ٱلۡبِرَّ حَتَّىٰ تُنفِقُواْ مِمَّا تُحِبُّونَۚ وَمَا تُنفِقُواْ مِن شَيۡءٖ فَإِنَّ ٱللَّهَ بِهِۦ عَلِيمٞ ٩٢

Never will you attain the good [reward]1 until you spend [in the way of Allāh] from that which you love. And whatever you spend - indeed, Allāh is Knowing of it.

พวกเจ้าจะไม่ได้ผลบุญเท่ากับเหล่าคนดีหรือไปถึงตำแหน่งของพวกเขา (โอ้บรรดาผู้ศรัทธา) จนกว่าพวกเจ้าจะบริจาคทรัพย์สินที่พวกเจ้ารักและหวงแหนในหนทางของอัลลอฮ์ ทั้งนี้สิ่งที่พวกเจ้าบริจาคนั้นไม่ว่าจะมากหรือน้อยอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ถึงเจตนาและการงานของพวกเจ้า และจะทรงตอบแทนการงานของทุกคน

3:93Page 62

۞ كُلُّ ٱلطَّعَامِ كَانَ حِلّٗا لِّبَنِيٓ إِسۡرَٰٓءِيلَ إِلَّا مَا حَرَّمَ إِسۡرَٰٓءِيلُ عَلَىٰ نَفۡسِهِۦ مِن قَبۡلِ أَن تُنَزَّلَ ٱلتَّوۡرَىٰةُۚ قُلۡ فَأۡتُواْ بِٱلتَّوۡرَىٰةِ فَٱتۡلُوهَآ إِن كُنتُمۡ صَٰدِقِينَ ٩٣

All food was lawful to the Children of Israel except what Israel [i.e., Jacob] had made unlawful to himself before the Torah was revealed. Say, [O Muḥammad], "So bring the Torah and recite it, if you should be truthful."

อาหารที่ดีทุกชนิดนั้นเคยเป็นที่อนุมัติแก่บนีอิสรออีล และไม่เป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเขายกเว้นสิ่งที่ยะอ์กูบห้ามแก่ตัวเขาเองก่อนที่อัตเตารอตจะถูกประทานลงมา ไม่ใช่เป็นดั่งที่ชาวยิวอ้างว่าการห้ามนั้นปรากฏอยู่ในอัตเตารอต จงกล่าวกับกับพวกเขาเถิด (นบีเอ๋ย) ว่า หากเป็นดังนั้นพวกท่านแอบอ้างก็จงนำอัตเตารอตมาและอ่านมันเถิด หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริงในสิ่งที่พวกท่านกล่าวอ้าง แต่แล้วพวกเขาก็เงียบและมิได้นำมันมา นี่เป็นตัวอย่างที่บ่งชี้ว่าชาวยิวนั้นอุปโลกน์เรื่องที่ไม่มีอยู่จริงในอัตเตารอตและบิดเบือนเนื้อหาของคัมภีร์ดังกล่าว

3:94Page 62

فَمَنِ ٱفۡتَرَىٰ عَلَى ٱللَّهِ ٱلۡكَذِبَ مِنۢ بَعۡدِ ذَٰلِكَ فَأُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلظَّٰلِمُونَ ٩٤

And whoever invents about Allāh untruth after that - then those are [truly] the wrongdoers.

ดังนั้นผู้ใดอุปโลกน์ความเท็จให้กับอัลลอฮ์หลังจากที่หลักฐานได้ประจักษ์แล้วว่าสิ่งที่ยะอ์กูบ อะลัยฮิสสลาม ถือเป็นสิ่งต้องห้ามนั้นท่านห้ามสำหรับตัวของท่านเอง มิได้เป็นคำสั่งห้ามที่มาจากอัลลอฮ์แต่อย่างใด พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ที่อธรรมต่อตัวของพวกเขาเองแล้ว ในการละทิ้งสิ่งที่เป็นสัจธรรมหลังจากที่หลักฐานแห่งความจริงได้ประจักษ์

3:95Page 62

قُلۡ صَدَقَ ٱللَّهُۗ فَٱتَّبِعُواْ مِلَّةَ إِبۡرَٰهِيمَ حَنِيفٗاۖ وَمَا كَانَ مِنَ ٱلۡمُشۡرِكِينَ ٩٥

Say, "Allāh has told the truth. So follow the religion of Abraham, inclining toward truth; and he was not of the polytheists."1

จงกล่าวเถิด (นบีเอ๋ย) ว่าอัลลอฮ์นั้นตรัสจริงแล้วในสิ่งที่พระองค์ทรงบอกเกี่ยวกับยะอ์กูบ อะลัยฮิสสลาม และในทุกสิ่งที่พระองค์ประทานลงมาและทรงบัญญัติ ดังนั้นจงปฏิบัติตามศาสนาของอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม เถิด เพราะแท้จริงแล้วอิบรอฮีมนั้นได้ปลีกตัวออกจากทุกแนวทางเพื่อไปสู่แนวทางของศาสนาอิสลาม และไม่เคยตั้งผู้ใดเป็นภาคีกับพระองค์เลย

3:96Page 62

إِنَّ أَوَّلَ بَيۡتٖ وُضِعَ لِلنَّاسِ لَلَّذِي بِبَكَّةَ مُبَارَكٗا وَهُدٗى لِّلۡعَٰلَمِينَ ٩٦

Indeed, the first House [of worship] established for mankind was that at Bakkah [i.e., Makkah] - blessed and a guidance for the worlds.

แท้จริงบ้านหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้นบนหน้าแผ่นดินสำหรับมนุษย์เพื่อการทำการเคารพภักดีต่อัลลอฮ์นั้นคือบ้านของอัลลอฮ์ที่ถูกหวงห้าม ณ เมืองมักกะฮ์ เป็นบ้านที่มีความจำเริญ มีคุณประโยชน์มากมายทั้งในด้านศาสนาและทางโลก และยังเป็นทางนำที่ถูกต้องแก่ผู้คนทั้งหลาย

3:97Page 62

فِيهِ ءَايَٰتُۢ بَيِّنَٰتٞ مَّقَامُ إِبۡرَٰهِيمَۖ وَمَن دَخَلَهُۥ كَانَ ءَامِنٗاۗ وَلِلَّهِ عَلَى ٱلنَّاسِ حِجُّ ٱلۡبَيۡتِ مَنِ ٱسۡتَطَاعَ إِلَيۡهِ سَبِيلٗاۚ وَمَن كَفَرَ فَإِنَّ ٱللَّهَ غَنِيٌّ عَنِ ٱلۡعَٰلَمِينَ ٩٧

In it are clear signs [such as] the standing place of Abraham. And whoever enters it [i.e., the Ḥaram] shall be safe. And [due] to Allāh from the people is a pilgrimage to the House - for whoever is able to find thereto a way. But whoever disbelieves [i.e., refuses] - then indeed, Allāh is free from need of the worlds.1

มีเครื่องหมายชัดเจนมากมายที่บ่งชี้ถึงเกียรติและความประเสริฐของบ้านหลังนี้ เช่น พิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา และหนึ่งในเครื่องหมายนั้นคือหินที่ท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม เคยยืนบนนั้นขณะที่ท่านต้องการสร้างผนังกะอ์บะฮ์ นอกจากนี้ผู้ใดที่เข้าบ้านหลังนี้ความกลัวของเขาจะมลายหายไปและเขาจะไม่ได้รับอันตราย และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ที่จะมุ่งไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ บ้านหลังนี้เพื่ออัลลอฮ์ สำหรับผู้ที่สามารถจะหาทางไปได้ และผู้ใดปฏิเสธบทบัญญัติการทำฮัจญ์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงต้องพึ่งพาผู้ปฏิเสธผู้นั้นและไม่ต้องทรงพึ่งพาผู้ใดในสากลโลก

Text: Quranic Universal Library (Tarteel), via spa5k/tafsir_api (MIT), at a fixed version. The ayahs: Quran Foundation. Sources and licences

Contents

Ayat al-Kursi36Al-Kahfpage 42juz 15Bukhari 1Muslim 2999

Style

Theme
Text size
Layout

Читать на русском