Al-MukhtasarAl‑Ma'idah · 5:106–120

Al-Mukhtasar · Tafsir · in Thai

Al-Ma'idah 5:106–120

5:106Page 125

يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ شَهَٰدَةُ بَيۡنِكُمۡ إِذَا حَضَرَ أَحَدَكُمُ ٱلۡمَوۡتُ حِينَ ٱلۡوَصِيَّةِ ٱثۡنَانِ ذَوَا عَدۡلٖ مِّنكُمۡ أَوۡ ءَاخَرَانِ مِنۡ غَيۡرِكُمۡ إِنۡ أَنتُمۡ ضَرَبۡتُمۡ فِي ٱلۡأَرۡضِ فَأَصَٰبَتۡكُم مُّصِيبَةُ ٱلۡمَوۡتِۚ تَحۡبِسُونَهُمَا مِنۢ بَعۡدِ ٱلصَّلَوٰةِ فَيُقۡسِمَانِ بِٱللَّهِ إِنِ ٱرۡتَبۡتُمۡ لَا نَشۡتَرِي بِهِۦ ثَمَنٗا وَلَوۡ كَانَ ذَا قُرۡبَىٰ وَلَا نَكۡتُمُ شَهَٰدَةَ ٱللَّهِ إِنَّآ إِذٗا لَّمِنَ ٱلۡأٓثِمِينَ ١٠٦

O you who have believed, testimony [should be taken] among you when death approaches one of you at the time of bequest - [that of] two just men from among you or two others from outside if you are traveling through the land and the disaster of death should strike you. Detain them after the prayer and let them both swear by Allāh if you doubt [their testimony, saying], "We will not exchange it [i.e., our oath] for a price [i.e., worldly gain], even if he should be a near relative, and we will not withhold the testimony of [i.e., ordained by] Allāh. Indeed, we would then be of the sinful."

โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อความตายได้มายังคนหนึ่งคนใดในพวกเจ้า คือการปรากฏตัวของสัญญาณหนึ่งจากสัญญาณต่างๆแห่งความตาย ดังนั้นจงแต่งตั้งพยานสองคนที่เป็นผู้เที่ยงธรรมจากหมู่คนมุสลิมตามคำสั่งเสียของเขา (การทำพินัยกรรม) หรือชายสองคนที่มาจากหมู่ผู้ปฏิเสธศรัทธา ครั้นตอนที่มีความจำเป็นอันเนื่องมาจากไม่พบพยานสองคนที่เป็นมุสลิม หากพวกเจ้าได้เดินทางไปในผืนแผ่นดิน แล้วได้มีเหตุภยันตรายแห่งความตายประสบกับพวกเจ้า และหากมีข้อสงสัยในคำให้การของพยานทั้งสอง ก็ให้กักตัวเขาทั้งสองไว้หลังจากละหมาด แล้วทั้งสองนั้นก็จะสาบานต่ออัลลอฮฺว่า : เขาทั้งสองนั้นจะไม่ขายโชคของเขาทั้งสองที่มาจากอัลลอฮฺด้วยข้อแลกเปลี่ยนใดๆ และเขาทั้งสองก็จะไม่ให้พวกเขาเป็นที่รักใคร่ต่อวงญาติด้วยกับมัน และเขาทั้งสองจะไม่ปกปิดหลักฐานของอัลลอฮฺ ณ ที่พวกเขาทั้งสอง และแน่นอนหากเขาทั้งสองได้ทำเช่นนั้น พวกเขาทั้งสองก็จะอยู่ในหมู่ผู้ที่กระทำบาป เป็นผู้ที่ทรยศต่ออัลลอฮฺ

5:107Page 125

فَإِنۡ عُثِرَ عَلَىٰٓ أَنَّهُمَا ٱسۡتَحَقَّآ إِثۡمٗا فَـَٔاخَرَانِ يَقُومَانِ مَقَامَهُمَا مِنَ ٱلَّذِينَ ٱسۡتَحَقَّ عَلَيۡهِمُ ٱلۡأَوۡلَيَٰنِ فَيُقۡسِمَانِ بِٱللَّهِ لَشَهَٰدَتُنَآ أَحَقُّ مِن شَهَٰدَتِهِمَا وَمَا ٱعۡتَدَيۡنَآ إِنَّآ إِذٗا لَّمِنَ ٱلظَّٰلِمِينَ ١٠٧

But if it is found that those two were guilty of sin [i.e., perjury], let two others stand in their place [who are] foremost [in claim] from those who have a lawful right. And let them swear by Allāh, "Our testimony is truer than their testimony, and we have not transgressed. Indeed, we would then be of the wrongdoers."

แล้วหากได้รับรู้ในภายหลังการให้คำสาบานว่า เขาทั้งสองคนนั้นได้โกหกในการเป็นพยานหรือการให้สาบาน หรือเกิดการบิดเบือนในพวกเขาทั้งสอง ก็ให้คนอื่นสองคนทำหน้าที่ในตำแหน่งพยานทั้งสองนั้นแทน ซึ่งเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดที่สุดกับผู้ตายในการดำรงไว้ซึ่งสิ่งที่เป็นความจริง แล้วทั้งสองนั้นก็จะสาบานต่ออัลลอฮฺ เพื่อให้เห็นว่าการเป็นพยานของเราต่อการโกหกและการบิดเบือนของพวกเขาทั้งสองนั้น เป็นความจริงยิ่งไปกว่าการเป็นพยานของเขาทั้งสองที่บอกว่าเขาทั้งสองนั้นมีความสัจจะและไว้วางใจได้ และเรานั้นก็มิได้สาบานเท็จ แน่นอนหากเรานั้นเป็นพยานเท็จ เราก็จะอยู่ในหมู่ผู้อธรรมที่ละเมิดขอบเขตของอัลลอฮฺ

5:108Page 125

ذَٰلِكَ أَدۡنَىٰٓ أَن يَأۡتُواْ بِٱلشَّهَٰدَةِ عَلَىٰ وَجۡهِهَآ أَوۡ يَخَافُوٓاْ أَن تُرَدَّ أَيۡمَٰنُۢ بَعۡدَ أَيۡمَٰنِهِمۡۗ وَٱتَّقُواْ ٱللَّهَ وَٱسۡمَعُواْۗ وَٱللَّهُ لَا يَهۡدِي ٱلۡقَوۡمَ ٱلۡفَٰسِقِينَ ١٠٨

That is more likely that they will give testimony according to its [true] objective, or [at least] they would fear that [other] oaths might be taken after their oaths. And fear Allāh and listen [i.e., obey Him]; and Allāh does not guide the defiantly disobedient people.

จากการให้คำ(สาบาน)ของพยานทั้งสอง ภายหลังจากการละหมาด ตอนที่มีข้อสงสัยในการเป็นพยานของเขาทั้งสองดังที่กล่าวมานั้น และจากคำให้การของพวกเขาทั้งสอง หากมันมีความใกล้เคียงกับข้อพิสูจน์ของเขาทั้งสองที่ได้นำมันมาเป็นพยานหลักฐานที่ตรงตามข้อบัญญัติของการนำมาซึ่งข้อพิสูจน์พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับมัน ดังนั้นพวกเขาจะไม่บิดเบือนพยานหลักฐานหรือเปลี่ยนแปลงมันหรือทรยศมัน และใกล้ยิ่งไปกว่านั้นการที่เขากลัวว่า การที่ทายาทนั้นจะกลับมาโต้แย้งคำสาบานหลังจากการให้คำสาบานของพวกเขาทั้งสอง แล้วพวกเขาเหล่านั้นก็จะสาบานโดยการให้คำให้การที่ตรงกันข้ามที่แตกต่างไปจากสิ่งที่พวกเขาทั้งสองได้ให้คำให้การเอาไว้ และแล้วคำสาบานของเขาทั้งสองมันก็ถูกปฏิเสธไป และจงยำเกรงอัลลอฮฺต่ออัลลอฮฺเถิด ด้วยการละทิ้งการโกหกและการกลับกลอกในการเป็นพยานและการให้คำสาบาน และจงสดับฟังในสิ่งที่พวกเจ้านั้นถูกสั่งใช้ให้สดับฟังมันจนมันกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นจะไม่ทรงแนะนำพวกที่เป็นผู้ละเมิดที่ออกไปจากการเชื่อฟังของพระองค์

5:109Page 126

۞ يَوۡمَ يَجۡمَعُ ٱللَّهُ ٱلرُّسُلَ فَيَقُولُ مَاذَآ أُجِبۡتُمۡۖ قَالُواْ لَا عِلۡمَ لَنَآۖ إِنَّكَ أَنتَ عَلَّٰمُ ٱلۡغُيُوبِ ١٠٩

[Be warned of] the Day when Allāh will assemble the messengers and say, "What was the response you received?" They will say, "We have no knowledge. Indeed, it is You who is Knower of the unseen" -

จงนึกถึงเถิด โอ้มนุษย์ วันที่อัลลอฮฺจะทรงชุมนุมบรรดาเราะซูล แล้วตรัสแก่พวกเขาว่า : ประชาชาติของพวกเจ้าได้ตอบรับสิ่งใดบ้างจากสิ่งที่เราได้มอบหมายให้พวกเจ้าส่งถึงไปยังพวกเขา? พวกเขาต่างกล่าวโดยมอบหมายทุกอย่างว่า สุดแล้วแต่พระองค์: ข้าพระองค์ไม่มีความรู้ใด ๆ แท้จริงแล้ว พระองค์เท่านั้นที่ทรงรู้ดีแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น โอ้พระผู้ทรงอภิบาลของเรา แท้จริงพระองค์คือผู้เดียวเท่านั้นที่รอบรู้ถึงสิ่งเร้นลับทั้งหลาย

5:110Page 126

إِذۡ قَالَ ٱللَّهُ يَٰعِيسَى ٱبۡنَ مَرۡيَمَ ٱذۡكُرۡ نِعۡمَتِي عَلَيۡكَ وَعَلَىٰ وَٰلِدَتِكَ إِذۡ أَيَّدتُّكَ بِرُوحِ ٱلۡقُدُسِ تُكَلِّمُ ٱلنَّاسَ فِي ٱلۡمَهۡدِ وَكَهۡلٗاۖ وَإِذۡ عَلَّمۡتُكَ ٱلۡكِتَٰبَ وَٱلۡحِكۡمَةَ وَٱلتَّوۡرَىٰةَ وَٱلۡإِنجِيلَۖ وَإِذۡ تَخۡلُقُ مِنَ ٱلطِّينِ كَهَيۡـَٔةِ ٱلطَّيۡرِ بِإِذۡنِي فَتَنفُخُ فِيهَا فَتَكُونُ طَيۡرَۢا بِإِذۡنِيۖ وَتُبۡرِئُ ٱلۡأَكۡمَهَ وَٱلۡأَبۡرَصَ بِإِذۡنِيۖ وَإِذۡ تُخۡرِجُ ٱلۡمَوۡتَىٰ بِإِذۡنِيۖ وَإِذۡ كَفَفۡتُ بَنِيٓ إِسۡرَٰٓءِيلَ عَنكَ إِذۡ جِئۡتَهُم بِٱلۡبَيِّنَٰتِ فَقَالَ ٱلَّذِينَ كَفَرُواْ مِنۡهُمۡ إِنۡ هَٰذَآ إِلَّا سِحۡرٞ مُّبِينٞ ١١٠

[The Day] when Allāh will say, "O Jesus, Son of Mary, remember My favor upon you and upon your mother when I supported you with the Pure Spirit [i.e., the angel Gabriel] and you spoke to the people in the cradle and in maturity; and [remember] when I taught you writing and wisdom and the Torah and the Gospel; and when you designed from clay [what was] like the form of a bird with My permission, then you breathed into it, and it became a bird with My permission; and you healed the blind [from birth] and the leper with My permission; and when you brought forth the dead with My permission; and when I restrained the Children of Israel from [killing] you when you came to them with clear proofs and those who disbelieved among them said, "This is not but obvious magic."

จงรำลึกถึงขณะที่อัลลอฮฺ ตรัสแก่อีซา อลัยฮิสลาม ว่า : โอ้อีซาบุตรของมัรฺยัมว่า จงรำลึกถึงความโปรดปรานของข้าที่มีต่อเจ้า ขณะที่ข้านั้นได้สร้างเจ้าขึ้นมาโดยที่ไม่มีบิดา และจงรำถึงความโปรดปรานของข้าที่มีต่อมารดาของเจ้า ขณะที่ข้านั้นได้เลือกนางไว้เหนือบรรดาหญิงในยุคของนาง และจงรำลึกถึงสิ่งที่ข้านั้นได้โปรดปรานมันต่อเจ้า ขณะที่ข้าได้ทำให้เจ้ามีความเข้มแข็ง ด้วยญิบรีล อลัยฮิสลาม ทำให้เจ้านั้นพูดกับผู้คนได้ ทั้ง ๆ ที่เจ้านั้นยังเป็นทารกอยู่ โดยเชิญชวนเรียกร้องพวกเขาให้ไปสู่อัลลอฮฺ และเช่นเดียวกันให้พูดกับพวกเขาในขณะช่วงวัยกลางคนของเจ้า ในสิ่งที่ข้านั้นได้ส่งเจ้าพร้อมกับมันไปยังพวกเขา และจากสิ่งที่ข้าได้โปรดปรานมันให้แก่เจ้า คือการที่ข้าได้สอนการขีดเขียนแก่เจ้า และข้าได้สอนเจ้าซึ่งคัมภีร์อัต-เตารอตที่มันได้ถูกประทานลงมาให้แก่มูซา อลัยฮิสลาม และคัมภีร์อัล-อินญีลที่ได้ประทานลงมาให้แก่เจ้า และข้าก็ได้สอนเจ้าถึงจุดมุ่งหมายแห่งบัญญัติศาสนา ประโยชน์ของมัน และวิทยปัญญาของมัน และจากสิ่งที่ข้าได้โปรดปรานมันให้แก่เจ้า คือการที่เจ้านั้นปั้นรูปจากดินขึ้นมาดั่งรูปนก จากนั้นเจ้าก็เป่าเข้าไปในรูปนกนั้น แล้วมันก็กลายเป็นนก และได้ให้เจ้ารักษาคนที่ตาบอดตั้งแต่กำเนิด และคนที่เป็นโรคผิวหนังนั้นหายดี ด้วยอนุมัติของข้า และการที่เจ้าได้ทำให้บรรดาคนตายนั้นฟื้นคืนชีพขึ้นมาด้วยกับคำขอพรของเจ้าต่ออัลลอฮฺ ทุกอย่างล้วนแล้วด้วยการอนุมัติของข้า และจากสิ่งที่ข้าได้โปรดปรานมันให้แก่เจ้า คือการที่ข้าได้ยับยั้งและหันเหวงศ์วานอิสรออีลออกจากเจ้า โดยที่พวกเขานั้นจงใจจะฆ่าเจ้า ครั้นเมื่อตอนที่เจ้าได้นำบรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขา แล้วพวกเขาก็มิได้เชื่อเว้นแต่เป็นผู้ที่ปฏิเสธมัน และพวกเขาก็กล่าวว่า สิ่งนี้ที่อีซานำมันมานั้น มิใช่สิ่งอื่นใด นอกจากมายากลอันชัดแจ้งเท่านั้น

5:111Page 126

وَإِذۡ أَوۡحَيۡتُ إِلَى ٱلۡحَوَارِيِّـۧنَ أَنۡ ءَامِنُواْ بِي وَبِرَسُولِي قَالُوٓاْ ءَامَنَّا وَٱشۡهَدۡ بِأَنَّنَا مُسۡلِمُونَ ١١١

And [remember] when I inspired to the disciples, "Believe in Me and in My messenger [i.e., Jesus]." They said, "We have believed, so bear witness that indeed we are Muslims [in submission to Allāh]."

และจงรำลึกถึงสิ่งที่ข้านั้นได้โปรดปรานมันให้แก่เจ้า การที่ข้าได้มอบความง่ายดายแก่เจ้า ครั้งที่ข้าได้ดลใจแก่อัลฮะวารียินว่าจงศรัทธาต่อข้าและต่อเจ้า แล้วพวกเขาก็น้อมรับและตอบสนองมัน และพวกเขากล่าวว่า พวกข้าพระองค์ศรัทธากันแล้ว และโอ้พระผู้ทรงอภิบาลของเรา โปรดได้ทรงเป็นพยานด้วยว่า แท้จริงพวกข้าพระองค์นั้น เป็นผู้สวามิภักดิ์ยอมจำนนต่อพระองค์

5:112Page 126

إِذۡ قَالَ ٱلۡحَوَارِيُّونَ يَٰعِيسَى ٱبۡنَ مَرۡيَمَ هَلۡ يَسۡتَطِيعُ رَبُّكَ أَن يُنَزِّلَ عَلَيۡنَا مَآئِدَةٗ مِّنَ ٱلسَّمَآءِۖ قَالَ ٱتَّقُواْ ٱللَّهَ إِن كُنتُم مُّؤۡمِنِينَ ١١٢

[And remember] when the disciples said, "O Jesus, Son of Mary, can your Lord1 send down to us a table [spread with food] from the heaven?" [Jesus] said, "Fear Allāh, if you should be believers."

และจงรำลึกถึงขณะที่อัล-ฮะวารียูนนั้นกล่าวว่า : พระเจ้าของท่านมีความสามารถไหม ครั้นเมื่อเจ้าขอพรจากพระองค์ โดยการทำให้สำรับอาหารนั้นลงมาจากฟากฟ้า? แล้วอีซา อลัยฮิสลาม ก็ได้ตอบแก่พวกเขา ด้วยสั่งใช้ให้พวกเขาจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺและละทิ้งในสิ่งที่พวกเขานั้นได้ถามถึง เพราะว่าสิ่งนั้นมันจะก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายแก่พวกเขา และเขาก็ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า : พวกเจ้าจงมอบหมายต่อพระผู้ทรงอภิบาลของพวกเจ้าเถิดในการขอปัจจัยยังชีพ หากพวกเจ้าเป็นบรรดาที่ผู้ศรัทธา

5:113Page 126

قَالُواْ نُرِيدُ أَن نَّأۡكُلَ مِنۡهَا وَتَطۡمَئِنَّ قُلُوبُنَا وَنَعۡلَمَ أَن قَدۡ صَدَقۡتَنَا وَنَكُونَ عَلَيۡهَا مِنَ ٱلشَّٰهِدِينَ ١١٣

They said, "We wish to eat from it and let our hearts be reassured and know that you have been truthful to us and be among its witnesses."

บรรดาอัล-ฮะวารียูนนั้นได้กล่าวแก่อีซาว่า : พวกเราเพียงแค่ต้องการที่จะบริโภคจากสำรับอันนี้ และเพื่อที่จะทำให้หัวใจของพวกเรานั้นสงบด้วยกับความสามารถของอัลลอฮฺอันครบถ้วนสมบูรณ์ และก็เพื่อที่พวกเราจะได้รู้ว่า ท่านนั้นคือเราะซูลของพระองค์ และเราก็จะได้รับรู้อย่างมั่นใจว่าท่านนั้นได้พูดจริงแก่พวกเรา ในสิ่งที่ท่านนั้นได้นำพามันมาจากอัลลอฮฺ และที่พวกเราจะได้เป็นพยานยืนยันในเรื่องนั้นแก่ผู้อื่นที่ไม่ได้มาร่วม

5:114Page 127

قَالَ عِيسَى ٱبۡنُ مَرۡيَمَ ٱللَّهُمَّ رَبَّنَآ أَنزِلۡ عَلَيۡنَا مَآئِدَةٗ مِّنَ ٱلسَّمَآءِ تَكُونُ لَنَا عِيدٗا لِّأَوَّلِنَا وَءَاخِرِنَا وَءَايَةٗ مِّنكَۖ وَٱرۡزُقۡنَا وَأَنتَ خَيۡرُ ٱلرَّٰزِقِينَ ١١٤

Said Jesus, the son of Mary, "O Allāh, our Lord, send down to us a table [spread with food] from the heaven to be for us a festival for the first of us and the last of us and a sign from You. And provide for us, and You are the best of providers."

แล้วอีซาก็ได้ตอบรับคำขอของพวกเขา และเขาก็ได้ขอพรต่ออัลลอฮฺโดยกล่าวว่า : โอ้พระผู้ทรงอภิบาลของเรา โปรดได้ทรงประทานลงมาแก่พวกเรา ซึ่งสำรับอาหารด้วยเถิด เราจะได้นำวันที่มันลงมาตั้งเป็นวันรื่นเริง พวกเราก็จะทำให้มันเป็นวันยิ่งใหญ่เพื่อเป็นการขอบคุณแก่พระองค์ และมันก็จะเป็นสัญญาณหนึ่งและหลักฐานหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพระองค์ และบ่งบอกถึงความจริงที่ฉันนั้นได้ถูกส่งมาด้วยกับมัน และโปรดได้ทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเราด้วยเถิด มันจะคอยช่วยเหลือพวกเราในการเคารพอิบาดะฮ์ต่อพระองค์ และพระองค์นั้น โอ้ผู้อภิบาลของเรา คือผู้ที่ดีเยี่ยมในหมู่ผู้ประทานปัจจัยยังชีพทั้งหลาย

5:115Page 127

قَالَ ٱللَّهُ إِنِّي مُنَزِّلُهَا عَلَيۡكُمۡۖ فَمَن يَكۡفُرۡ بَعۡدُ مِنكُمۡ فَإِنِّيٓ أُعَذِّبُهُۥ عَذَابٗا لَّآ أُعَذِّبُهُۥٓ أَحَدٗا مِّنَ ٱلۡعَٰلَمِينَ ١١٥

Allāh said, "Indeed, I will send it down to you, but whoever disbelieves afterwards from among you - then indeed will I punish him with a punishment by which I have not punished anyone among the worlds."

แล้วอัลลอฮฺก็ทรงตอบรับการขอพรของอีซา อลัยฮิสลาม และตรัสว่า : แท้จริงข้าเป็นผู้ที่ประทานซึ่งสำรับอันนี้ ที่พวกเจ้านั้นได้ขอให้มันถูกประทานลงมาแก่พวกเจ้า แล้วผู้ใดที่ปฏิเสธศรัทธาหลังจากการลงมาของมัน เขาก็อย่าได้โทษใครเว้นแต่ตัวของเขาเอง แน่นอนข้าจะลงโทษเขา ซึ่งเป็นการลงโทษที่หนักหน่วง ที่ข้าไม่เคยลงโทษผู้ใดมาก่อน เพราะว่าเขานั้นได้เห็นข้อพิสูจน์อันแจ่มแจ้งแล้ว ดังนั้นการปฏิเสธของเขานั้นคือการปฏิเสธที่ดื้อดึง และอัลลอฮฺก็ได้ทรงทำให้สัญญาของพระองค์แก่พวกเขานั้นเป็นจริง แล้วก็ทรงประทานมันลงมาให้แก่พวกเขา

5:116Page 127

وَإِذۡ قَالَ ٱللَّهُ يَٰعِيسَى ٱبۡنَ مَرۡيَمَ ءَأَنتَ قُلۡتَ لِلنَّاسِ ٱتَّخِذُونِي وَأُمِّيَ إِلَٰهَيۡنِ مِن دُونِ ٱللَّهِۖ قَالَ سُبۡحَٰنَكَ مَا يَكُونُ لِيٓ أَنۡ أَقُولَ مَا لَيۡسَ لِي بِحَقٍّۚ إِن كُنتُ قُلۡتُهُۥ فَقَدۡ عَلِمۡتَهُۥۚ تَعۡلَمُ مَا فِي نَفۡسِي وَلَآ أَعۡلَمُ مَا فِي نَفۡسِكَۚ إِنَّكَ أَنتَ عَلَّٰمُ ٱلۡغُيُوبِ ١١٦

And [beware the Day] when Allāh will say, "O Jesus, Son of Mary, did you say to the people, 'Take me and my mother as deities besides Allāh?'" He will say, "Exalted are You! It was not for me to say that to which I have no right. If I had said it, You would have known it. You know what is within myself, and I do not know what is within Yourself. Indeed, it is You who is Knower of the unseen.

และจงรำลึกถึงขณะที่อัลลอฮฺ จะทรงตรัสในวันกิยามะฮฺ โดยการสนทนากับอีซาบุตรของมัรยัม อลัยฮิสสลาม ว่า : โอ้อีซาบุตรของมัรยัม เอ๋ย เจ้าได้พูดแก่ผู้คนกระนั้นหรือว่า : จงยึดถือฉันและมารดาของฉันเป็นที่เคารพสักการะทั้งสองอื่นจากอัลลอฮฺ? แล้วอีซาก็ตอบโดยกล่าวให้ความบริสุทธิ์แด่พระผู้อภิบาลของเขาว่า : มันไม่จำเป็นเลยสำหรับข้าพระองค์ที่จะต้องบอกกล่าวแก่พวกเขาเว้นเสียแต่ความจริง หากข้าพระองค์เคยกล่าวสิ่งนั้น แน่นอนพระองค์ย่อมรู้มันดี เพราะว่าแท้จริงแล้วไม่มีสิ่งใดที่สามารถซุกซ่อนต่อพระองค์ได้ พระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในใจของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ไม่รู้สิ่งที่อยู่ในใจของพระองค์ แท้จริงพระองค์ผู้เดียวที่ทรงรอบรู้ในทุก ๆ สิ่งที่เร้นลับ ในทุก ๆ สิ่งที่ซุกซ่อน และในทุก ๆ สิ่งที่เปิดเผย

5:117Page 127

مَا قُلۡتُ لَهُمۡ إِلَّا مَآ أَمَرۡتَنِي بِهِۦٓ أَنِ ٱعۡبُدُواْ ٱللَّهَ رَبِّي وَرَبَّكُمۡۚ وَكُنتُ عَلَيۡهِمۡ شَهِيدٗا مَّا دُمۡتُ فِيهِمۡۖ فَلَمَّا تَوَفَّيۡتَنِي كُنتَ أَنتَ ٱلرَّقِيبَ عَلَيۡهِمۡۚ وَأَنتَ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ شَهِيدٌ ١١٧

I said not to them except what You commanded me - to worship Allāh, my Lord and your Lord. And I was a witness over them as long as I was among them; but when You took me up, You were the Observer over them, and You are, over all things, Witness.

อีซาได้กล่าวแก่พระผู้อภิบาลของเขาว่า : ข้าพระองค์มิได้กล่าวแก่ผู้คนเลย นอกจากสิ่งที่พระองค์ได้สั่งใช้ข้าพระองค์เท่านั้น ด้วยกับคำพูดของเขาที่ว่า สั่งใช้ให้พวกเขานั้นมอบความเป็นเอกะต่อพระองค์ในการเคารพสักการะ และข้าพระองค์ก็ได้เฝ้าดูถึงสิ่งที่พวกเขากำลังพูดในระยะเวลาที่ข้าพระองค์อยู่ในหมู่พวกเขา แล้วครั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงทำให้เวลาการใช้ชีวิตของข้าพระองค์กับพวกเขาสิ้นสุดลง ด้วยการที่ยกข้าพระองค์ไปยังฟากฟ้าโดยที่มีชีวิตอยู่ โอ้พระผู้ทรงอภิบาล พระองค์ท่านก็เป็นผู้เก็บรักษาซึ่งการงานของพวกเขา และพระองค์ทรงเป็นสักขีพยานในทุกสิ่ง ไม่มีสิ่งใดที่มันจะหากหายไปจากพระองค์ได้ ดังนั้นมันมิอาจซุกซ่อนต่อพระองค์ได้เลย สิ่งที่ข้าพระองค์นั้นได้กล่าวไว้แก่พวกเขาและสิ่งที่พวกเขานั้นได้กล่าวไว้ภายหลังจากข้าพระองค์

5:118Page 127

إِن تُعَذِّبۡهُمۡ فَإِنَّهُمۡ عِبَادُكَۖ وَإِن تَغۡفِرۡ لَهُمۡ فَإِنَّكَ أَنتَ ٱلۡعَزِيزُ ٱلۡحَكِيمُ ١١٨

If You should punish them - indeed they are Your servants; but if You forgive them - indeed it is You who is the Exalted in Might, the Wise."

หากพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขา โอ้พระผู้ทรงอภิบาล แท้จริงพวกเขาก็คือบ่าวของพระองค์ พระองค์นั้นสามารถกระทำต่อพวกเขาได้เลยตามสิ่งที่พระองค์ประสงค์ และหากพระองค์จะทรงโปรดปรานแก่ผู้ใดคนหนึ่งที่เป็นผู้ศรัทธาที่มาจากพวกเขาด้วยการอภัยโทษ ดังนั้นก็ไม่มีใครหรอกที่ห้ามปรามพระองค์จากสิ่งนั้นได้ และแท้จริงพระองค์ท่านคือ ผู้ทรงเดชานุภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ เป็นผู้ทรงปรีชาญาณในการบริหารจัดการของพระองค์เอง

5:119Page 127

قَالَ ٱللَّهُ هَٰذَا يَوۡمُ يَنفَعُ ٱلصَّٰدِقِينَ صِدۡقُهُمۡۚ لَهُمۡ جَنَّٰتٞ تَجۡرِي مِن تَحۡتِهَا ٱلۡأَنۡهَٰرُ خَٰلِدِينَ فِيهَآ أَبَدٗاۖ رَّضِيَ ٱللَّهُ عَنۡهُمۡ وَرَضُواْ عَنۡهُۚ ذَٰلِكَ ٱلۡفَوۡزُ ٱلۡعَظِيمُ ١١٩

Allāh will say, "This is the Day when the truthful will benefit from their truthfulness." For them are gardens [in Paradise] beneath which rivers flow, wherein they will abide forever, Allāh being pleased with them, and they with Him. That is the great attainment.

อัลลอฮฺ ทรงได้ตรัสแก่อีซา อลัยฮิสลามว่า : นี่แหละคือวันที่ความสัตย์จริงของพวกเขาจะอำนวยประโยชน์แก่บรรดาผู้ที่สัตย์จริงในเจตนา ในการงาน และในคำพูด พวกเขาจะได้รับบรรดาสวนสวรรค์ที่มีธารน้ำไหลรินจากทางด้านใต้ของบรรดาราชวังและต้นไม้ของมัน โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล ความตายก็จะไม่มาประสบกับพวกเขา อัลลอฮฺทรงพอพระทัยในพวกเขา พระองค์จะไม่มีวันโกรธกริ้วต่อพวกเขาไปตลอดกาล และพวกเขาก็พึงพอใจในพระองค์ ก็เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับมันมาจากความสุขที่นิรันดร ผลตอบแทนและความพึงพอใจต่อพวกเขาอันนี้คือ ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ดั้งนั้นไม่มีชัยชนะใดที่เทียบเท่ากับมันเลย

5:120Page 127

لِلَّهِ مُلۡكُ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضِ وَمَا فِيهِنَّۚ وَهُوَ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ قَدِيرُۢ ١٢٠

To Allāh belongs the dominion of the heavens and the earth and whatever is within them. And He is over all things competent.

แด่อัลลอฮฺเพียงผู้เดียวเท่านั้น อำนาจแห่งบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน ดังนั้นพระองค์คือผู้สร้างและเป็นผู้บัญชาการกิจการของมันทั้งสอง และแด่พระองค์เช่นเดียวกันมีอำนาจเหนือทุกๆสิ่งที่อยู่ในนั้น ซึ่งจากสิ่งที่ถูกสร้างมาทั้งหมด และพระองค์คือผู้ที่ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นไม่มีสิ่งใดที่จะขัดขวางพระองค์ได้

Text: Quranic Universal Library (Tarteel), via spa5k/tafsir_api (MIT), at a fixed version. The ayahs: Quran Foundation. Sources and licences

Contents

Ayat al-Kursi36Al-Kahfpage 42juz 15Bukhari 1Muslim 2999

Style

Theme
Text size
Layout

Читать на русском